แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โยมมุสลิม นั่นศาสนาอาตมา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โยมมุสลิม นั่นศาสนาอาตมา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554

"โยมมุสลิม นั่นศาสนาอาตมา" ทำบุญอุทิศส่วนกุศล

ศาสนาพุทธ
                การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วนั้น จะต้องพร้อมด้วยองค์ประกอบ
3 ประการ คือ
               
1. ทานนั้นจะต้องถวายแก่สงฆ์
               
2. หลังจากถวายทานแล้ว ผู้ถวายต้องตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
               
3. ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะต้องอยู่ในภพภูมิที่สามารถรับรู้และร่วมอนุโมทนาได้ ตามหลักฐาน มีเปรตจำพวก “ปรทัตตุปชีวิกเปรต” เท่านั้นที่อยู่ในวิสัยที่จะมารับรู้และร่วมอนุโมทนาได้ ถ้าผู้ที่ล่วงลับไม่รู้หรือรู้แต่ไม่ได้อนุโมทนา ก็ไม่ได้รับส่วนบุญที่ญาติมิตรแผ่ไปให้ ฉะนั้น เมื่อทำบุญกุศลทุกครั้ง ควรอุทิศส่วนกุศลให้ญาติทั้งหลายของเราทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ เพราะในสังสารวัฏที่ผ่านมานี้ อาจมีญาติของเรายังคอยการอุทิศส่วนกุศลจากเราอยู่ แม้หากไม่ถึงหรือไม่สำเร็จ บุญนั้นก็ไม่ได้สูญหายไปไหน คงเป็นบุญที่ติดตัวแก่ผู้อุทิศให้นั้น ซึ่งจะส่งผลให้ทำบุญได้รับความสุขความเจริญในชาติต่อๆ ไป
ศาสนาอิสลาม
                ศาสนาอิสลามไม่มีบทบัญญัติให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลในรูปแบบพิธีกรรมให้แก่ผู้ที่ตาย หรือผู้ที่ล่วงลับเหมือนอย่างศาสนาพุทธ เพราะอิสลามสอนว่า เมื่อมุสลิมคนหนึ่งสิ้นชีวิต การงานของเขาถูกตัดขาดลง ซึ่งเขาจะได้รับการตอบแทนในสิ่งที่เขาได้ขวนขวายขณะมีชีวิตอยู่บนโลกดุนยาเท่านั้น
                ทว่า สำหรับผู้ตายจะได้รับผลบุญจากคนที่มีชิวิตอยู่นั้น ย่อมกระทำได้ตราบเท่าที่มีหลักฐานมารองรับไว้เท่านั้น อาทิเช่น บุคคลหนึ่งบริจาคทรัพย์ให้เป็นของส่วนรวม หรือเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม เช่น บริจาคให้แก่มัสญิด จากนั้นเขาก็ตั้งใจว่าสิ่งที่เขาบริจาคไปนั้นมอบความดีให้แก่ผู้ตายคนนั้นคนนี้ (คือบุคคลที่เขาจะตั้งใจมอบให้) ทำนองนี้เป็นต้น
                ส่วนจะให้มุสลิมทำในรูปแบบพิธีกรรม โดยเรียกมุสลิมบางส่วนหรือบางกลุ่มรวมตัวกันนั่งอ่านอัลกุรฺอาน อ่านดุอาอ์ (วิงวอน) ทำพิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายคล้ายๆ รูปแบบที่เชิญพระมาทำพิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายเฉกเช่นพิธีกรรมของศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่นนั้น ไม่อนุญาตให้มุสลิมกระทำโดยเด็ดขาด ขอย้ำว่าไม่อนุญาตโดยเด็ดขาด เพราะรูปแบบดังกล่าว ไม่พบว่าถูกระบุไว้ในอัลกุรฺอานและหะดีษของท่านนบีมุหัมมัด ซล. แต่อย่างใดไม่ ฉะนั้นมุสลิมคนใด หรือมุสลิมกลุ่มใดที่กระทำรูปแบบหนึ่งขึ้นมา แล้วอ้างว่านี่คือพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามว่าด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายไม่ว่าผู้ตายคนนั้นจะเป็นมุสลิม หรือไม่ใช่มุสลิมก็ตาย ถือว่าผู้กระทำนั้นได้ฝ่าฝืนหลักการของศาสนาอิสลาม ว่าด้วยการอุตริกรรมสิ่งใหม่ในศาสนา (บิดอะฮฺ) แล้วนั่นเอง
ประเพณีท้องถิ่นนิยม
                ผู้อ่านจะพบเห็นมุสลิมบางกลุ่มบางพวกที่ทำพิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไม่ว่าจะเป็นมุสลิม หรือคนต่างศาสนิกก็ตาม แล้วอ้างว่านั่นเป็นพิธีกรรมทางศานาอิสลาม ตัวอย่างเช่น มุสลิมทำพิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ตายอันเนื่องจากคลื่นสึนามิ, ให้แก่ผู้ตายอันเนื่องจากเครื่องบินตก, ให้แก่ผู้ที่ถูกไฟไหม้ตาย หรือกรณีอื่นๆ
                โดยมุสลิมกลุ่มที่อ้างถึงพิธีกรรมดังกล่าวนั้น ได้อ่านทั้งอัลกุรฺอานทั้งดุอาอ์ อย่างมากมาย บางครั้งก็พิมพ์เป็นเล่มเพื่อการเผยแพร่ และนี่คือตัวอย่างหนึ่งของการขอดุอาอ์ในการทำพิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
                ดุอาต้นที่
2 เป็นดุอาส่งท้าย สำหรับส่งถึงบรรดาดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วคือ
               
1. “อัลลอฮฺเจ้า ผู้อภิบายรักษาบรรดาวิญญาณซึ่งคับขันเหล่านี้ บรรดาสังขาร(ร่างกาย) ซึ่งเน่าเปื่อยเหล่านี้”
               
2. “และบรรดากระดูกซึ่งผุพัง ซึ่งเขาต้องออกจากโลกดุนยานี้ไป สภาพที่เขาได้เป็นผู้เชื่อมั่นศรัทธาต่อพระองค์ ท่านโปรดจงเอาดวงวิญญาณจากกรรมสิทธิ์ของพระองค์ท่านใส่เข้าไปบนเขาด้วย และโปรดรับสลามจากฉัน”
               
3. “อัลลอฮฺเจ้า ด้วยความเที่ยงธรรมเที่ยงแท้ของน่าบีมุฮัมมัด และวงศ์ตระกูลของน่าบีมุฮัมมัด พระองค์ท่านโปรดอย่าทำโทษทรมารแกคนตายผู้นี้เลย”
               
4. “ผู้ถูกฝังในสุสานอิสลามทั้งหมด โอ พระเจ้าผู้อภิบายสากลโลกคำขอดุอา (วิงวอน) ของเขาทั้งหลายในสุสาน หรือสวรรค์นั้น มหาสะอาดบริสุทธิ์อัลลอฮฺเจ้า และการคำนับของเขาเหล่านั้น ภายในสวรรค์นั้นคือสลาม และสุดท้ายคำขอดุอาของพวกเรานั่นคือความจริง การสรรเสริญทั้งมวลนั้น ขอถวายแด่อัลลอฮฺเจ้า ผู้อภิบายคุ้มครองทั่วสากลโลก”
                ดุอาอ์ที่กล่าวมาข้างต้น (อันที่จริงมีมากกว่านี้ แต่ขอหยิบยกเพื่อเป็นตัวอย่างเท่านั้น) เป็นดุอาอ์ที่ถูกแต่งขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับการทำพิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายไปแล้วเท่านั้น แต่ทั้งพิธีกรรมและอุอาอ์ข้างต้นไม่มีแบบอย่างใดๆ จากท่านนบีมุหัมมัด ซล. หรือจากบรรดาสละฟุศศอลิหฺ (บรรพชนรุ่นแรก) เลยแม้แต่น้อย เมื่อไม่มีแบบฉบับใดๆ จากท่านนบีมุหัมมัด ซล. แต่มุสลิมบางกลุ่มอ้างว่านั่นเป็นเรื่องของพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม ก็แสดงให้เห็นว่า บุคคลที่กล่าวอ้างเช่น นั้นได้อุตริกรรมสิ่งใหม่ในศาสนา (บิดอะฮฺ) แล้วนั่นเอง ดั่งที่ท่านนบีเคยกล่าวไว้ว่า “บุคคลใดที่อุตริสิ่งใหม่ในกิจการงานของเรา โดยสิ่งนั้นไม่มีในกิจการงานของเรา ถือว่า (สิ่งนั้น) เป็นโมฆะ”
                เมื่อความจริงปรากฏเด่นชัดเช่นนี้แล้ว โอกาสข้างหน้า คงไม่มีมุสลิมคนใดเข้าร่วมพิธีกรรมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับที่เป็นมุสลิม หรือไม่ใช่มุสลิม อีกแล้วนะครับ

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

"โยมมุสลิม นั่นศาสนาอาตมา" การทำบุญให้ผู้ตาย

ศาสนาพุทธ
                หลังจากเก็บกระดูแล้ว เมื่อครบวันตาย
7 วัน 50 วัน และ 100 วัน จะมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย แต่มักนิยมรวมไปทำ 100 วันเลยทีเดียว ในวันนี้ญาติพี่น้องและลูกหลานของผู้ตายจะมาพร้อมกันที่วัด ไม่ต้องใส่ชุดไว้ทุกข์หรือขาวดำอีกด้วย หากแต่งชุดขาวดำไว้ทุกข์ให้ผู้ตายร้อยวัน ในวันนี้ก็สามารถออกทุกข์ คือ กลับไปนุ่งห่มเสื้อผ้ามีสีสันได้เหมือนเดิม
                สิ่งของที่ต้องเตรียมก็คือ รูปภาพของผู้ตาย ส่วนใหญ่จะใช้ภาพที่ตั้งหน้าโลงในช่วงที่ทำพิธีสวดพระอภิธรรมนั่นเอง พร้อมโกศใส่กระดูกนำมาใส่พาน พันสายสิญจน์ที่โกศและรูปไปวางไว้ในพานข้างพระ องค์ที่เป็นประธาน
                เมื่อได้เวลาซึ่งส่วนใหญ่จะก่อนเพล พระที่นิมนต์ไว้
9 รูปจะมาสวดพุทธมนต์ เสร็จแล้วเจ้าภาพจึงถวายจตุปัจจัย พระสวดอนุโมทนาแล้วให้พร เจ้าภาพกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย ต่อจากนั้นจึงเลี้ยงอาหารพระ ซึ่งมักนิยมเลี้ยงหมดวัด เสร็จแล้วจึงมีการสวดอนุโมทนาและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลอีกครั้งหนึ่ง
                ขั้นตอนเหล่านี้ไม่มีกำหนดตายตัว บางแห่งอาจผิดแผกแตกต่างกันไปแล้วแต่ประเพณีท้องถิ่นนิยม
                นอกจากนี้พระเทพญาณกวีหรือสนธิ์ กิจจการโร (
2508,54,61) ได้เขียนไว้ในคู่มือปฏิบัติงานศาสนาพิธี ตอนหนึ่งมีใจความว่า
                ทำบุญ
7 วัน เรียกว่า สัตตมวาร การทำบุญ 7 วัน มีนิยมทำกันอยู่ทั่วไป และนับวันนั้นมีนิยมกำหนดดังนี้ ถ้าตายวันไหนให้ถือเอาวันนั้นเป็นวันสำคัญ คือวันอุทิศผลบุญ....ส่วนทำบุญ 50 วัน และ 100 วัน ทำบุญ 50 วันเรียกว่าปัญญาสมวาร 100 วันเรียกว่า สตมวาร มีพิธีจัดการเกี่ยวกับทำบุญ 7 วัน
ศาสนาอิสลาม
                หลักการอิสลามศาสนาอิสลามระบุชัดเจนสำหรับบุคคลที่มีชีวิตอยู่จำเป็น (วาญิบ) จะต้องกระทำให้แกผู้ที่เสียชีวิตคือ อาบน้ำ, กะฝั่น (ห่อศพ), นมาซ และฝังผู้ตาย ศาสนาอิสลามกำชับให้คนเป็นกระทำแก่คนตายสี่ประการใหญ่ๆ ข้างต้นเท่านั้น ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ เกี่ยวกับคนตาย เช่นนี้ก็มีกล่าวไว้เช่นกัน ทว่ามุสลิมจะปฏิบัติต่อคนตายก็ต่อเมื่อมีคำสั่ง หรือแบบฉบับจากท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. หรือตัวบทหรือหลักฐานจากศาสนาเท่านั้น
                เอาล่ะ ทีนี้มาพิจารณาถึงพิธีกรรมเกี่ยวกับการทำบุญให้แก่ผู้ตายนั้น ศาสนาอิสลามไม่ได้ระบุให้มุสลิมคนใดทำบุญที่เป็นพิธีกรรมให้แก่ผู้ตายเลยแม้แต่น้อย หรือแม้กระทั่งการทำพิธีกรรมให้คนตายโดยกำหนดวันและเวลา ก็ไม่มีเช่นกัน ใช่แต่เท่านั้น เหล่าบรรดาเศาะหาบะฮฺ (สหายร่วมศรัทธาของท่านรสูล ซล.) ก็ไม่เคยกระทำสิ่งดังกล่าวไว้เลย
                เมื่อบทสรุปของศาสนาระบุชัดเจนทั้งอัลกุรฺอานและหะดีษที่ถูกต้องของท่านรสูล ซล. โดยไม่ระบุการทำบุญให้แก่คนตายในวันที่เขาตาย, วันที่
7, 40, 50 หรือ 100 วัน เช่นนี้ถือว่าไม่อนุญาตให้มุสลิมกระทำเช่นนั้นโดยเด็ดขาด ดั่งที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า
                “และสิ่งใดที่ท่านรสูลนำมายังสูเจ้า ดังนั้นสูเจ้าจงยึดสิ่งนั้น และสิ่งใดที่ท่านรสูลห้ามสูเจ้า ดังนั้นสูเจ้าจงละทิ้งสิ่งนั้นเถิด และสูเจ้าจงยำเกรงพระองค์อัลลอฮฺ แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺทรงรุนแรงในการลงโทษ”
                อีกอายะฮฺหนึ่งพระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า
                “แน่นอนยิ่ง ในตัวของท่านรสูลของอัลลอฮฺนั้นมีแบบฉบับอันงดงามยิ่งสำหรับสูเจ้าแล้ว”
                เมื่อเป็นเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมุสลิมประกาศเจตนารมณ์ว่าจะตามอัลลอฮฺจะตามรสูล ซล. แน่นอนอย่างยิ่งยวด มุสลิมผู้นั้นจะต้องปฏิบัติในสิ่งที่ได้ปฏิญาณไว้กับตนเอง โดยยึดเจตนารมณ์เดิมของตนเองเป็นที่ตั้ง ส่วนสภาพสังคม หรือประเพณีท้องถิ่นนิยมจะเป็นอย่างไรนั้น นั่นคือเรื่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้หมดไปจากสังคมมุสลิมโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ แต่พื้นฐานเดิม มุสลิมต้องทำให้ตนเองปฏิบัติตามหลักการของศาสนาให้มากที่สุด ไม่ใช่ตามอารมณ์ตนเองหรือตามพรรยบุรุษที่เคยกระทำผิดมาในอดีต
ประเพณีท้องถิ่นนิยม
                สังคมมุสลิมบางท้องถิ่นมักจะไปเยี่ยมผู้ตาย แล้วนำข้าวของติดไม้ติดมือไปด้วยเพื่อนำไปทำบุญที่บ้านคนตาย แต่ปัจจุบันญาติของผู้ตายมักจะทำอาหารขึ้นเอง โดยจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายเป็นระยะๆ คือ ทำบุญในวันที่ตาย, ทำบุญ
7 วัน 40 วันและ 100 วัน โดยวันดังกล่าวจัดให้มีการอ่านดุอาอ์ และอ่านอัลกุรฺอาน จากนั้นก็เลี้ยงอาหารให้แก่บรรดาโต๊ะละแบ และบรรดาแขกเหรื่อ อีกทั้งยังมีการอ่านกุรฺอาน และอ่านดุอาอ์ในกุบูรฺในวันดังกล่าวด้วยเช่นกัน ซึ่งบ้านมักเรียกการทำพิธีกรรมข้างต้นว่า “การทำอีซิกุโบร์” ซึ่งตัวอย่างการอ่านอีซิกุโบร์มีดังนี้
                “แด่ ฯพณฯ ท่านน่าบีมุฮัมมัด ซล. และแด่วงศ์ตระกูลของท่านน่าบี และมวลสาวกของท่านน่าบี และขออุทิศส่วนกุศลแด่บรรดาดวงวิญญาณของมวลมุมินีนและมุมีน๊าต สรรพสิ่งทั้งมวลนั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ กุศลของการอ่านฟาติหะฮฺนั้นต้องประสบแก่เขาทั้งสิ้น
                แล้วให้อ่านซูเราะฮฺฟาติฮะฮ์หนึ่งต้น อ่านกุ้ลฮุวั้ลลอฮ์อย่างน้อยสามต้น อ่านซูเราะฮ์อันฟ่าลักหนึ่งต้น และอ่านซูเราะฮ์ฟาติฮะฮ์ให้ส่งท้ายด้วยประโยคที่ว่า “ลาอีลาฮะอิ้ลลัลลอฮุอั้ลลอฮุอักบัรฺ” ต่อจากนั้น ก็ให้อ่านบรรดาอายะฮ์กุรฺอานต่อไปนี้
                ต่อจากนั้นก็อ่านอัลกุรฺอาน และดุอาอ์อีกยาวเฟื้อย ซึ่งจะเห็นได้ว่า สิ่งข้างต้นล้วนแล้วต่อเติมประดิษฐ์ประดอยขึ้นเองของมุสลิมในยุคหลังๆ ทั้งสิ้น ไม่มีร่องรอยจากท่านนบีมุหัมมัด ซล. แม้แต่นิดเดียวอีกทั้งบรรดาเศาะหาบะฮฺก็ไม่เคยกระทำแบบนั้นเลยแม้แต่คนเดียว ยิ่งบรรดาสี่มัซฮับด้วยแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันจากตำรา หรือจากคำสอนของพวกเขาที่ส่งเสริมให้กระทำอะไรแบบนั้น
                เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากมุสลิมคนใดทำบุญให้แก่ผู้ตายโดยกำหนดวัน และมีพิธีกรรมดั่งที่กล่าวมาข้างต้น ถือว่ามุสลิมผู้นั้นกำลังสิ่งอุตริกรรมขึ้นใหม่ในศาสนา (บิดอะฮฺ) แล้วนั่นเองใช่แต่เท่านั้น มุสลลิมผู้นั้นยังมีความผิดในฐานะที่ไปนำคำสอน หรือความเชื่อทางศาสนาพุทธมาปฏิบัติโดยให้อยู่ในรูปแบบที่ตนเองอ้างว่าเป็นคำสอนศาสนาอิสลาม งั้น...พี่น้องผู้อ่านลองเทียบดูว่าจริงหรือไม่อย่างไร?
                คนพุทธ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย
7 วัน ส่วนคนมุสลิมก็ทำบุญให้คนตาย 7 วัน
                คนพุทธ นิมนต์พระมาสวดพุทธมนต์ ส่วนคนมุสลิมก็เชิญโต๊ะอิมามโต๊ะละแบมาอ่านดุอาอ์
                (หลังสวดเสร็จ) คนพุทธถวายจตุปัจจัย จากนั้นพระสวดอนุโมทนา และให้พรเจ้าภาพกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย, (หลังอ่านดุอาอ์เสร็จ) เจ้าภาพมุสลิมแจกซองให้โต๊ะอิมามโต๊ะละแบ โดยเจ้าภาพมุสลิมเนียตทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย
                ภายหลังพระสวดเสร็จเจ้าภาพคนพุทธจัดแจงเลี้ยงอาหารพระซึ่งมักนิยมเลี้ยงหมดวัด เสร็จแล้วจึงมีการสวดอนุโมทนาและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลอีกครั้งหนึ่ง ส่วนภายหลังที่โต๊ะอิมามโต๊ะละแบดุอาอ์ (หรือแจกซอง) เสร็จ เจ้าภาพมุสลิมก็เลี้ยงอาหารแก่โต๊ะอิมามโต๊ะละแบ หากเจ้าภาพเชิญโต๊ะละแบจากโรงเรียนปอเนาะก็มักจะเชิญหมดปอเนาะ โดยเจ้าภาพมุสลิมเนียตการเลี้ยงอาหารนั้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย จากนั้นจะมีการไปทำพิธีต่อที่กุบูรฺหรือไม่นั้น นั่นอีกประเด็นหนึ่ง
                คำถาม มุสลิมประหนึ่งคนแปลกหน้า ซึ่งท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวไว้ว่า
                “อิสลามเริ่มต้นอย่างคนแปลกหน้า และจะหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งในสภาพที่แปลกหน้าเสมือนตอนเริ่มต้น ดังนั้นจงแจ้งข่าวดีสำหรับ (มุสลิม) ผู้แปลกหน้าเถิด (นั่นหมายถึง ผู้แปลกหน้านั้นจะได้สวรรค์เป “อิสลามเริ่มต้นอย่างคนแปลกหน้า และจะหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งในสภาพที่แปลกหน้าเสมือนตอนเริ่มต้น ดังนั้นจงแจ้งข่าวดีสำหรับ (มุสลิม) ผู้แปลกหน้าเถิด (นั่นหมายถึง ผู้แปลกหน้านั้นจะได้สวรรค์เป็นการตอบแทน)
”
                ถามว่าพฤติกรรมทำบุญอุทิศส่วนกุศลข้างต้น มุสลิมทำตัวแปลกหน้า หรือตางจากคนศาสนิกอื่นตรงไหน? หากเป็นมุสลิมจำเป็น (วาญิบ) ต้องมีพฤติกรรมในเรื่องความเชื่อ และภาคปฏิบัติที่ต่างจากคนศาสนิกอื่นอย่างสิ้นเชิง
                คนพุทธเขาทำบุญสามวัน เจ็ดวัน หรือร้อยวันให้แก่ผู้ตาย นั่นเป็นสิทธิของเขา เพราะเป็นความเชื่อ เป็นศาสนาของเขา ส่วนเราเป็นมุสลิมอิสลามไม่ได้สอนให้ทำบุญสามวัน เจ็ดวัน หรือร้อยวันให้แก่ผู้ตาย เช่นนี้จำเป็นสำหรับมุสลิมจะต้องละทิ้งและออกห่าง เพราะเราเป็นประชาชาติ (อุมมะฮฺ) ของท่านนบีมุหัมมัด ซล. ฉะนั้นเราก็ต้องเป็นคนแปลกหน้าโดยอัตโนมัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
                แต่ถ้าหากมุสลิมสลัดทิ้งความแปลกหน้านั้น สักวันอาจมีพระรูปหนึ่งเดินผ่านหน้าบ้านมุสลิมที่กำลังทำบุญสามวัน เจ็ดวันหรือร้อยวันอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย พระรูปนั้นอาจจะทวงถามในฐานะเจ้าของพิธีกรรมว่า “โยมมุสลิม ที่โยมทำอยู่นั่น เป็นพิธีกรรมศาสนาของอาตมานะโยม”
                แล้วอย่างนี้..โต๊ะละแบจะตอบพระรูปนั้นว่ายังไงครับ?

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

"โยมมุสลิม นั่นศาสนาอาตมา" การลงเสาเอก

ศาสนาพุทธ
                เมื่อตระเตรียมไม้และผู้คนไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการทำพิธียกเสาเอก คือ เสาต้นด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เจ้าของบ้านจะต้องจัดเตรียมเครื่องบูชา ดังต่อไปนี้
                เครื่องบูชาเสา
                เมื่อขุดหลุม จะตั้งเสา ท่านให้เอาใบตอง
5 ใบ ใบราชพฤกษ์ 5 ใบต้นกล้วย 1 ต้นและเอาแต่ใบ 3 ใบ ต้นอ้อย 1 ต้น เอาผูกกับปลายเสาให้แน่น แล้วเอาข้าว 4 กระทง เทียน 8 เล่ม บายศรี 1 สำรับบูชาเสา แล้วยกเสาแรกลงหลุมให้ตรง ถ้าหากเอนไปทางทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ก็ยังนับว่าดี
                ในวันที่จะยกเสา ให้เอาเสามาวางเรียงกัน จัดเครื่องบัตรพลีมาเซ่นไหว้พระภูมิเจ้าที่ แม่นางพระธรณี หาท่านผู้รู้มาทำน้ำมนต์ประพรมเสาและพื้นที่ จะมีการสวดมนต์เย็นด้วยก็ได้ ครั้นแล้วให้คนขุดหลุม ยกเสาวางบนขาหย่าง แล้วเอาหน่อกล้วยหน่ออ้อย (เครื่องผูกเสา) ผูกไว้กับเสาให้แน่น เจิมด้วยมูลโคประสมดินสอพองทาคอรอบรอบ
                ครั้นวันยกเสา มีพิธีทำขวัญเสา ให้เอาพวงเงินพวงทองคล้องปลายเสา เสาเอก (หรือเรียกว่าเสาขวัญ) ประดับประดาเป็นพิเศษหุ้มห่อผ้าดีกว่าเสาอื่นๆ จุดเทียนชัยติดไว้ทุกต้น พร้อมทั้งจัดตั้งหม้อน้ำมนต์ แป้งน้ำหอมครั้นแล้วยกบายศรีออกมาจัดตั้งทำขวัญเสาต่อไป
                เมื่อใกล้จะได้ฤกษ์ เจิมเสา ประพรมน้ำมนต์แล้วเอายันต์ปิดหัวเสา ช่วยกันประคองเสาเอาไว้ พอได้ฤกษ์ผู้เป็นประธานก็ลั่นฆ้องผู้ที่อยู่ในมณฑลนั้นพร้อมกันโห่ขึ้นสามลา ยกเสาเอกลงหลุม ตั้งให้ตรง
                ต่อแต่นั้นจึงยกเสาโทต่อไป ข้อสำคัญ เสาเอกนั้นต้องยกลงหลุมให้ตรงกับฤกษ์เวลา
ศาสนาอิสลาม
                หากจะแบ่งเรื่องใหญ่ๆ ของอิสลามคงหลีกไม่กล่าวถึงเรื่องอะกีดะฮฺ (หลักการศรัทธา) และเรื่องอิบาดะฮฺ (หลักการปฏิบัติ) คงไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องอะกีดะฮฺถือว่าเป็นพื้นฐานหลักที่มุสลิมทุกคนต้องรับรู้ จากนั้นจึงนำไปสู่ภาคปฏิบัติต่อไป
                ด้วยการศรัทธาอันมั่นคงนี่เอง ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของมุสลิม ขอย้ำว่าวิถีของมุสลิมทั้งหมด ฉะนั้นหลักความเชื่อใดที่ไม่ใช่อิสลาม หลักความเชื่อนั้นจำเป็นที่มุสลิมจะต้องละทิ้งไปโดยเด็ดขาดห้ามเข้าไปเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งเรื่องที่มุสลิมจะปลูกบ้านใหม่ หลักการศาสนาไม่เคยสอนให้มุสลิมเริ่มต้นวางเสาเข็ม หรือว่างเสาเอก โดยมีความเชื่อหรือพิธีกรรมใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเลยทั้งสิ้น
                การเริ่มต้นทำสิ่งใดก็ตาม ท่านนบีสอนให้เราเริ่มต้นกล่าวนามของอัลลอฮฺ ฉะนั้นหากเราจะเริ่มตอกเสาเข็มลงหลุมก็ให้เรากล่าวว่า “บิสมิลลาฮฺ (ด้วยนามของพระองค์อัลลอฮฺ)” แค่นั้นถือว่าเพียงพอแล้วอีกทั้งไม่ต้องมีความเชื่อใดเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ต้องวางเสาเอกในช่วงเวลาเก้าโมงเก้านาที หรือไม่มีพิธีกรรมใดเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การเชิญโต๊ะอิมามโต๊ะละแบมาทำพิธีกรรมโดยมีการอ่านดุอาอ์หรืออ่านอัลกุรฺอานหรือทำพิธีกรรมอะไรก็ช่าง ล้วนไม่มีในอิสลามเลยทั้งสิ้น
                โปรดอย่าลืมว่า อิสลามเป็นศาสนาของพระองค์อัลลอฮฺ โดยผ่านมากับท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. ฉะนั้นสิ่งใดที่เป็นอิสลาม ท่านรสูลไม่ลืมที่จะบอก หรือแจ้งกับประชาชาติของท่านให้ได้รับรู้ ดังนั้นหากเรื่องการยกเสาเอกสาโทมีความเชื่อ หรือพิธีกรรมศาสนาอิสลามเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วไซร้ หน้าที่ของท่านรสูลต้องบอกและแจ้งให้พวกเราทราบอยู่แล้ว แต่ทว่านัยความเป็นจริง สิ่งข้างต้นไม่ถูกพูดไม่ถูกนำเสนอ หรือถูกชี้แจงจากท่านรสูล ซล. แม้แต่น้อย
                ส่วนพิธีกรรม ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องการวางเสาเอกเสาโทจะเป็นความเชื่อของศาสนาใดนั้น นั่นเป็นสิทธิ์ของพวกเขาที่จะเชื่อและศรัทธา ส่วนมุสลิมก็ต้องแสดงจุดยืนโดยไม่นำความเชื่อ หรือพิธีกรรมของศาสนาอื่นมาปฏิบัติหรือนำมาดัดแปลงแล้วก็อ้างว่านั่นเป็นพิธีกรรมของอิสลามด้วย
ประเพณีท้องถิ่นนิยม
                ส่วนมุสลิมบางกลุ่ม บางท้องถิ่นก็มักนำความเชื่อ และภาคปฏิบัติของศาสนาอื่นๆ มาปฏิบัติผสมกับวิถีของมุสลิมอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้กระทั่งการวางเสาเอกเสาโทเพื่อปลูกบ้านใหม่
                มุสลิมบางกลุ่มบางคนก่อนวางเสาเอกลงหลุม ก็เชือดแพะแล้วโยนลงหลุมจากนั้นก็ยกเสาเอกลงหลุมตามทีหลัง โดยให้เหตุผลว่าหากเรื่องอะไรไม่ดีเข้าบ้าน แพะก็จะรับบาปไปโดยปริยาย
                มุสลิมบางกลุ่มบางคนก็นำใบกล้วย หรือต้นกล้วยผูกไว้ที่เสาเอก เสมือนหนึ่งความเชื่อของชาวพุทธ จากนั้นก็เชิญโต๊ะอิมามโต๊ะละแบมาอ่านดุอาอ์ หรืออ่านอัลกุรฺอาน เพื่อทำพิธีกรรมเชิญเสาเอกเสาโทลงหลุม ทั้งนี้โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อเป็นสิริมงคล (บะเราะกะฮฺ) ในการสร้างบ้านหลังใหม่ โดยบางทีโต๊ะละแบเหล่านั้นก็จะอ่านดุอาอ์ขณะหย่อนเสาเอกลงหลุมว่า
                “โอ้อัลลอฮฺขอพระองค์ทรงประทานความจำเริญมายังเรา และมายังบ้านหลังนี้ (ของเรา) ด้วยเถิด”
                จากนั้นเจ้าภาพก็จะเลี้ยงอาหารแก่โต๊ะละแบและแขกเหรื่อในลำดับต่อไป
                จักเห็นได้ว่า มุสลิมที่กระทำแบบนั้น ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนัยความจริงอิสลามไม่มีความเชื่อ และพิธีกรรมใดเลยขณะจะปลูกบ้านใหม่ หรือแม้กระทั่งการลงเสาเข็ม หรือเสาเอกเสาโท ทว่ามุสลิมบางกลุ่มบางคนกลับไม่ยึดหลักการอิสลามอันบริสุทธิ์และสูงส่งมาปฏิบัติอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม แต่กลับไปนำความเชื่อของศาสนาอื่น นำพิธีกรรมของศาสนาอื่นมาผสมปนเปกับวิถีของมุสลิมอย่างน่าอับอายที่สุด
                การที่มุสลิมไปนำความเชื่อ หรือพิธีกรรมของศาสนาอื่นมาปฏิบัติแม้ว่าจะไม่ทั้งหมดก็ตาม เท่ากับว่ามุสลิมผู้นั้นกำลังจะบอกเป็นนัยๆ ว่า เขาไม่ค่อยพอใจต่อคำสอนของอิสลามสักเท่าใดซึ่งมีพิธีกรรมทางศาสนาน้อยไปหน่อย หรือดูเหมือนว่าอิสลามไม่ค่อยมีพิธีกรรมอะไรที่เข้าสังคมอื่นได้ ไม่ค่อยเป็นสากล หรือไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับของสังคมอื่นๆ เขาจึงต้องประดิษฐ์ หรือผสมผสานพิธีกรรม ความเชื่อของศาสนาอื่นมาปะปนแล้วอุตริขึ้นใหม่เพื่อทำให้เข้ากับสังคมอื่นได้ และเพื่อจะทำให้ศาสนิกอื่นเห็นว่า มุสลิมก็สามารถร่วมพิธีกรรม หรือกิจกรรมทางศาสนากับต่างศาสนิกได้ เป็นความสมานฉันท์ที่ลงตัว และอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่แปลกแยก
                นั่นคือความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ หากมุสลิมคนใดเข้าใจแบบนั้น อิสลามระบุชัดเจนว่า ศาสนาของใครเขาก็ปฏิบัติตามความเชื่อนั้น ส่วนมุสลิมก็ปฏิบัติไปตามความศรัทธาของมุสลิม นี่แหละคือความสมานฉันท์ เพราะความสมานฉันท์คือ ต่างคนต่างความเชื่อ ก็ให้ต่างคนต่างปฏิบัติไปตามความเชื่อของตนเอง โดยไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกันต่างหาก
                ฉะนั้นเมื่อได้ชื่อว่าเป็นมุสลิม จำเป็นจักต้องปฏิบัติไปตามสิ่งที่ศาสนากำชับใช้เอาไว้เท่านั้น ซึ่งศาสนาไม่อนุญาตให้มุสลิมละทิ้ง หรือต่อเติมคำสอนของศาสนา และไม่อนุญาตเช่นกันที่จะไปยึดคำสอนของศาสนาอื่นมาปฏิบัติ, ไปยึดความเชื่อของศาสนาอื่นมาถือเชื่อ แม้ว่าความเชื่อ หรือการปฏิบัติตามศาสนาอื่นนั้นจะน้อยนิดสักปานใดก็ตาม

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

"โยมมุสลิม นั่นศาสนาอาตมา" ทำบุญในวันขึ้นปีใหม่

ศาสนาพุทธ
                เมื่อใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ ประชาชนจะพากันเก็บกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับไฟ และธงชาติตามสถานที่สำคัญๆ
                ครั้นถึงวันที่
31 ธันวาคม ก็จะมีการทำบุญเลี้ยงพระ ไปวัดเพื่อประกอบกิจกุศลต่างๆ เช่น ฟังพระธรรมเทศนา ถือศีลปฏิบัติธรรมแต่บางคนก็แค่ทำบุญตักบาตร
                ตอนกลางคืนบางแห่งอาจจัดเทศกาลกินเลี้ยงเป็นที่ครื้นเครงสนุกสนาน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
                เช้าวันที่
1 มกราคม จะมีการทำบุญตักบาตร ไปท่องเที่ยวหรือเยี่ยมเยือนญาติผู้ใหญ่ผู้ที่เคารพนับถือ มีการมอบของขวัญและบัตรอวยพรให้แก่กัน
                สำหรับในต่างจังหวัด จะมีการทำบุญเลี้ยงพระที่วัด และอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่ญาติที่ล่วงลับ กลางคืนมีการละเล่นพื้นบ้าน หรือจัดมหรสพมาฉลอง
                อนึ่ง ที่จริงวันที่
1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย มาตั้งแต่พุทธศักราช 2432 และเมื่อปี พ.ศ. 2484 ทางราชการก็ได้มีการประกาศเปลี่ยนแปลงให้เอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบรรดาอารยประเทศ
ศาสนาอิสลาม
                ศาสนาอิสลามส่งเสริมให้รื่นเริง และเฉลิมฉลองเพียง
2 วันเท่านั้นในรอบปี ได้แก่ วันอีดิลอัฎหาและอีดิลฟิฏริ สองวันดังกล่าวศาสนาอนุญาตให้มุสลิมแสดงความรื่นเริง และสนุกสนานได้โดยความสนุกนั้นไม่ขัดกับหลักการของศาสนา ส่วนการจัดงานรื่นเริงในวันอื่นๆ นอกเหนือจากวันทั้งสองข้างต้น ไม่อนุญาตให้มุสลิมกระทำโดยเด็ดขาด อาทิเช่น จัดงานรื่นเริงตรงกับวันเกิดของตนเอง หรือ จัดงานรื่นเริงตรงกับวันรื่นเริงของประชาชาติอื่น เช่น จัดงานวันคริสต์มาส, จัดงานปีใหม่ เป็นต้น
                หากมุสลิมคนใดฝ่าฝืนจัดงานวันรื่นเริงอื่นจากวันทั้งสองที่ศาสนาอนุมัติให้จัด ก็เท่ากับว่า มุสลิมผู้นั้นได้เลียนแบบประชาชาติอื่นที่ไม่ใช่ประชาชาติมุสลิมเสียแล้ว ซึ่งท่านนบีมุหัมมัด ซล. กล่าวไว้ว่า “บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มหนึ่ง เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย”
ประเพณีท้องถิ่นนิยม
                ส่วนกรณีมุสลิมบางกลุ่ม หรือบางท้องถิ่นเข้าใจผิดว่า ศาสนาอิสลามมีการจัดงานวันปีใหม่เหมือนกับประชาชาติอื่นด้วย จึงพยายามประดิษฐ์คิดค้นพิธีกรรมต่างๆ ขึ้นมาแล้วก็อ้างว่านี่เป็นเรื่องของศาสนา บางท้องถิ่นถึงกับจัดเป็นงานประจำปีที่ขาดไม่ได้เลยก็มีให้เห็น ที่พวกเขาจัดงานวันปีใหม่อิสลามซึ่งตรงกับวันที่
1 มุหัรฺร็อม ของทุกปีนั้นพวกเขาอ้างว่า วันที่ 1 เดือนมุหัรฺร็อม เป็นวันแรก ของการเริ่มศักราชใหม่ ตามประวัติศาสตร์ ถือเป็นวันที่ท่านนบีมุหัมมัด ซล. ลี้ภัยจากนครมักกะฮฺ ไปสู่นครมะดีนะฮฺ เมื่อวันนี้ได้เวียนมาบรรจบ มุสลิมจึงรำลึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น แต่เพื่อมิให้การรำลึกภาพเหตุการณ์สำคัญในวันนั้น เป็นการสูญเปล่า ก็ประกอบกิจกรรมกุศล เช่น การอ่านคัมภีร์อัลกุรฺอาน การเอ่ยคำสดุดีสรรเสริญต่อท่านนบี ตลอดจน ขอพรเสริมภาคปฏิบัติเสริมให้เกิดสิริมงคล (บะเราะกะฮฺ)
                ซึ่งภายหลังพวกเขาทำพิธีดังกล่าวข้างต้นเสร็จแล้ว พวกเขาก็จะขอดุอาอ์ขึ้นปีใหม่อิสลาม โดยอ้างถึงผลสำหรับผู้ที่อ่านดุอาอ์บทดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งมีรายละเอียดดั่งนี้
                ดุอาปีใหม่ ควรอ่านในวันที่หนึ่งเดือนมุหั๊รร็อมทุก ๆ ปี ผลก็คือ อัลลอฮฺต้าอาลาจะทรงมอบหมายให้ม่าลาอิกะฮ์สองท่านไปเป็นบ๊อดดี้กาด์ เฝ้าดูแลระมัดระวังคนอ่านดุอาต้นนี้ให้พ้นจากการล่อลวงซัยตาน (ปีศาจมารร้ายสังคม) วัลลอฮุลมุศต้าอาน อัลลอฮฺทรงขอให้สงเคราะห์เสมอ ดุอานั้นมีคำอ่านดังนี้
                “อัลลอฮฺเจ้า พระองค์ท่านเท่านั้นทรงยืนยงตลอดกาล ทรงดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ ทรงแรกเริ่มก่อนสิ่งต่างๆ ทั้งหมดบนเกียรติคุณ เกียรติศักดิ์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่าน และบนการมีอันสมบูรณ์ครบถ้วนของพระองค์ท่าน”
                “วันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ แท้จริงปีใหม่ได้มุ่งหวัง (คืบคลาน) มาสู่เราแล้ว เราได้วิงวอนขอความพิทักษ์คุ้มครองต่อพระองค์ในปีใหม่นี้ให้พ้นจากปีศาจมารร้ายสังคม บรรดาผู้บงการมารร้ายสังคม ตลอดจนบรรดาบริวารของปีศาจมารร้ายด้วย”
                “และวิงวอนขอความสงเคราะห์ให้พ้นจากชีวิตอารมณ์ที่ชอบบงการใช้ให้กระทำชั่ว กระทำสิ่งเลวร้าย และชอบทำให้เกิดความวุ่นวายจนไม่สามารถจะประพฤติดี ต่อพระองค์ได้ ทั้งๆ ที่การประพฤติดีประการเดียวเท่านั้น ที่จะเป็นสื่อสารนำให้ใกล้ชิดต่อความสันติสุขที่พระองค์ท่าน โอ พระผู้ทรงเกียรติอันยิ่งใหญ่ และทรงเกียรติอันยกย่องยิ่ง โอ พระเจ้าผู้เมตตากรุณายิ่งกว่าบรรดาผู้เมตตากรุณาทั้งหลาย”
สิ่งที่ได้รับจากข้อเขียนข้างต้น
               
1. ตำราเล่มดังกล่าวระบุว่า บุคคลใดที่ขอดุอาอ์ในวันขึ้นปีใหม่อิสลาม ซึ่งตรงกับวันที่ 1 มุหัรร๊อมของทุกปีนั้น พระองค์อัลลอฮฺจะส่งมลาอิกะฮฺจำนวนสองท่าน คอยเฝ้าและระมัดระวังไม่ใช้ชัยฏอน (มารร้าย) เข้ามาล่อลวงบุคคลที่อ่านดุอาอ์บทดังกล่าว ประเด็นคือหะดีษบทข้างต้นนำมาจากไหน? บันทึกหะดีษโดยใคร? เมื่อกลับไปตรวจสอบ ก็ไม่พบเลยว่า  จะมีหะดีษที่กล่าวอ้างเรื่องข้างต้น แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่อ้างมาข้างต้น อ้างขึ้นมาเอง ประดิษฐ์หะดีษขึ้นมาเองทั้งสิ้น หะดีษข้างต้นจึงเรียกว่าหะดีษเมาฎูอฺ (หะดีษเก๊) ห้ามนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงโดยเด็ดขาด
               
2. การอ้างในตำราเช่นนั้น เป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ศาสนาอย่างมหันต์ ในเมื่ออิสลามมีวันรื่นเริงเพียงสองวันเท่านั้น คือ วันอีดิลอัฏหา และวันอีดิลฟิฏริ ไม่มีวันอื่นนอกเหนือจากนี้อีกแล้ว ดังหลักฐานจากท่านอนัส บุตรของมาลิกเล่าว่า
                “ปรากฎว่ากลุ่มชนญาฮิลียะฮฺ (กลุ่มชนที่อิสลามยังไม่อุบัติขึ้นแก่พวกเขา) สำหรับพวกเขา มีอยู่สองวันในทุกๆ ปีซึ่งเป็นวันที่พวกเขารื่นเริงสนุกสนาน ในสองวันดังกล่าว, ครั้นเมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. เดินทางไปยังเมืองมะดีนะฮฺ ท่านรสูล ซล. ก็กล่าวว่า สำหรับพวกท่าน มีวันรื่นเริงสนุกสนานอยู่สองวัน ทว่าพระองค์อัลลอฮฺ ทรงเปลี่ยนให้ดีกว่าวันทั้งสองดังกล่าว นั่นคือวันวันอีดิลฟิฎริ และวันอีดิลอัฎหา” (บันทึกโดยนะสาอีย์ หะดีษที่
1538)
                ดังนั้นตำราเล่มใด หรือบุคคลใดที่อ้างว่าให้ทำบุญวันขึ้นปีใหม่อิสลาม โดยมีพิธีกรรมอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องอ่านดุอาอ์แบบนั้นแบบนี้ล้วนอุตริกรรมขึ้นใหม่ในศาสนาอิสลาม (บิดอะฮฺ) ทั้งสิ้น วาญิบสำหรับมุสลิมทุกคนจะต้องออกห่างโดยเด็ดขาด
               
3. ช่วงทำบุญ และเฉลิมฉลองในวันขึ้นปีใหม่ ชาวพุทธเขาก็ตักบาตรทำบุญเลี้ยงพระ นั่นเป็นสิทธิของเขา เพราะเขาถือตามความเชื่อหรือตามประเพณีปฏิบัติของเขา ส่วนเราในฐานะมุสลิม เราไปเลียนแบบเขาไม่ได้โดยเด็ดขาด ซึ่งถ้าเราทำเหมือนเขา แล้วเรากับเขาจะต่างกันตรงไหน? หากว่า
                วันขึ้นปีใหม่สากล ชาวพุทธรื่นเริงสนุกสนาน ส่วนวันขึ้นปีใหม่อิสลาม มุสลิมก็จัดงานรื่นเริงสนุกสนาน
                วันขึ้นปีใหม่สากล ชาวพุทธเขาทำบุญเลี้ยงพระ ส่วนวันขึ้นปีใหม่อิสลาม มุสลิมทำบุญเลี้ยงโต๊ะละแบ
                วันขึ้นปีใหม่สากล ชาวพุทธตักบาตรให้พระ ส่วนวันขึ้นปีใหม่อิสลาม มุสลิมตักข้าวหมดใส่ถาดให้โต๊ะละแบ
                วันขึ้นปีใหม่สากล ชาวพุทธเชิญพระมาสวดภาษาบาลีสันสกฤตให้ศีลให้พร ส่วนวันขึ้นปีใหม่อิสลาม มุสลิมเชิญโต๊ะละแบมาอ่านดุอาอ์เป็นภาษาอฺรับให้มีความจำเริญ (บะเราะกะฮฺ)
                น่าเศร้า...สำหรับประชาชาติตัวอย่างที่ลดสถานะตนเองเหลือเพียงประชาชาติที่เดินตามก้นประชาชาติอื่นเท่านั้น

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

"โยมมุสลิม นั่นศาสนาอาตมา" พิธีทำบุญขึ้นบ้านใหม่

ศาสนาพุทธ
                เมื่อปลูกบ้านและทำพิธีตั้งศาลพระภูมิเสร็จแล้ว นิยมทำบุญขึ้นบ้านใหม่เพื่อความเป็นสิริมงคล จุดประสงค์อื่นๆ ก็เพื่อขอให้เกิดความสุขสวัสดีจำเริญวัฒนา ป้องกันสรรพอุปัทวะ (เหตุขัดข้อง) อันตรายทั้งมวล
                ข้อปฏิบัติสำหรับการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
                                นิมนต์พระมาสวดเจริญพระพุทธมนต์ รับอาหารบิณฑบาตเช้าจัดเตรียมอาหารและเครื่องไทยธรรม พร้อมทั้งเครื่องทำพิธีสงฆ์จัดสถานที่พุทธบูชา เครื่องทำน้ำมนต์และเครื่องใช้ในพิธีหากจะยกศาลพระภูมิในวันเดียวกัน ก็ไปติดต่อโหรหรือผู้รู้พิธีพร้อมตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไว้
                                ครั้นได้ฤกษ์ พระสงฆ์มาสวดเจริญพระพุทธมนต์ รับอาหารบิณฑบาต ฉันภัตตาหารเช้าเสร็จแล้วจึงถวายเครื่องปัจจัยไทยธรรมพระสงฆ์สวดอนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล และเลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงาน เป็นอันเสร็จพิธี
                                หมายเหตุ หากจะให้มีการเจิมประตู พรมน้ำมนต์ หรือโปรยทรายรอบๆ บ้านทั้ง
4 ทิศเพื่อป้องกันภยันตรายทั้งมวล ก็นิมนต์ให้พระผู้เป็นประธานกระทำได้หลังจากที่ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว
ศาสนาอิสลาม
                ภายหลังที่ท่านนบีมุหัมมัด ซล. อพยพไปยังเมืองมะดีนะฮฺ ท่านนบีก็ดำริให้มีการสร้างมัสญิดนะบะวีย์ และสร้างบ้านท่านนบีติดกับมัสญิด ซึ่งไม่ปรากฏว่าท่านนบีทำบุญขึ้นบ้านใหม่แต่ประการใดไม่ภายหลังบ้านของท่านนบีเสร็จสมบูรณ์แล้ว แม้กระทั่งบ้านของบรรดาเศาะหาบะฮฺที่อพยพพร้อมกับท่านนบีก็สร้างบ้านขึ้นใหม่ที่เมืองมะดีนะฮฺ แต่ไม่พบว่าท่านนบีสั่งให้ทำบุญขึ้นบ้านใหม่เช่นกัน สรุปได้ว่า การทำบูยขึ้นบ้านใหม่ตามหลักการของศาสนาอิสลามจึงไม่อนุญาตให้กระทำนั่นเอง
ประเพณีท้องถิ่นนิยม
                จักเห็นได้ มีมุสลิมบางกลุ่มทำบุญขึ้นบ้านใหม่กัน โดยพวกเขาเชิญบรรดาโต๊ะละแบมาทำพิธีกรรมทางศาสนา จากนั้นก็เลี้ยงอาหารพวกเขา และแขกที่มาร่วมในงานขึ้นบ้านใหม่ หากถามเจ้าของบ้านว่าทำบุญนี่ทำไม? คำตอบที่ได้รับคือ ฉันทำบุญขึ้นบ้านใหม่เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับบ้านของฉัน ซึ่งเป้าหมายข้างต้นก็ไม่ต่างไปจากเป้าหมายที่ชาวพุทธทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ของพวกเขา ประเด็นต่อมา ชาวพุทธทำบุญขึ้นบ้านใหม่ของพวกเขาโดยเชิญพระสงฆ์มาทำพิธียังบ้านใหม่หลังนั้น มุสลิมบางกลุ่มก็เชิญโต๊ะละแบมาทำพิธีกรรมทางศาสนาเหมือนกัน ต่างกันตรงพระสงฆ์สดเป็นภาษาบาลีสันสกฤต ส่วนโต๊ะละแบท่องบ่นเป็นภาษาอฺรับ ประเด็นต่อมาคือการเลี้ยงอาหารภายหลังทำพิธีกรรมก็เหมือนกันระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมบางกลุ่ม จะต่างกันก็เห็นจะเป็นประการเดียวคือ มุสลิมไม่มีการตั้งศาลพระภูมิเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องการเจิมหน้าประตูบ้าน มุสลิมบางท้องถิ่นมีปฏิบัติให้เห็นบ้างแล้ว
                สรุป เรื่องการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ตามหลักการอิสลามแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ให้กระทำเช่นนั้น ซึ่งมุสลิมคนใดที่ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ด้วยการทำพิธีกรรมต่างๆ นานา ถือว่ามุสลิมคนนั้นได้ประดิษฐ์ศาสนาขึ้นมาใหม่ โดยไปหยิบยืมแนวทางของศาสนาพุทธมาเป็นแนวปฏิบัติตาม

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554

"โยมมุสลิม นั่นศาสนาอาตมา" เชิญโต๊ะอิมามเจิมรถ

ศาสนาพุทธ
มีผู้กล่าวเอาไว้ว่า “พุทธกับไสยอาศัยกัน” คำนี้หมายถึงความเกี่ยวพันกันระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์ในประเพณีชาวไทย ซึ่งมีการสืบทอดปฏิบัติต่อๆ กันมาตั้งแต่ครั้งโบราณจนถึงปัจจุบันเกิดความผสมกลมกลืน จนบางครั้งยากที่จะแยกแยะออก ว่าอันไหนคือพิธีของชาวพุทธและอย่างไหนคือพิธีของพราหมณ์
                ท่านผู้รู้เคยให้ข้อสังเกตไว้ดังนี้
                หากประเพณีการปฏิบัติในข้อใด กระทำตามพีธีสงฆ์ เช่นการไหว้พระสวดมนต์ การถวายทานไทยธรรม ฯลฯ เรียกว่า พิธีพุทธ
                หากประเพณีการปฏิบัติในข้อใด กระทำตามพิธีไสยศาสตร์ เช่น การประพรมน้ำมนต์ การเจิม หรือปลุกเสกวัตถุมงคล ฯลฯ เรียกว่า พิธีพราหมณ์
                ทั้งพิธีของพุทธและพราหมณ์ในปัจจุบันได้เข้ามาแทรกอยู่ในประเพณีของไทยอย่างกลมกลืน
ศาสนาอิสลาม
อิสลามประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าด้วยมุสลิมต้องยืนหยัดและยึดมั่นดำรงไว้ซึ่งการปฏิบัติตามหลักการของอิสลามเท่านั้น ไม่สามารถไปหยิบยืมแนวคิด หรือแสวงหาอุดมการณ์ของศาสนาอื่นมาปฏิบัติได้โดยเด็ดขาด ย้ำว่าโดยเด็ดขาด เพราะพระองค์อัลลอฮฺทรงกล่าวไว้ว่า “และผู้ใดแสวงอื่นไปจากศาสนาอิสลาม ดังนั้นนั่นจะไม่ถูกรับจากเขา และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน”
                เมื่อเป็นเช่นนั้นมุสลิมจะแสวงหาแนวคิด การปฏิบัติอื่นจากอิสลามไม่ได้อย่างแน่นอน นี่คือ จุดเด่นของอิสลาม ที่แม้กระทั่งโลกตะวันตกยังปวดหัวกับแนวทางข้างต้น เพราะยิ่งมุสลิมปฏิบัติตามหลักการอิสลามมากเท่าใด ความเด่นชัดของอิสลามก็แผ่ไพศาลออกไปกว้างมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า อิสลามก็จะเป็นศาสนาเดียวที่ยังคงยึดมั่นแนวทางของตนเองโดยไม่ตามกระแสการเปลี่ยนไปของโลก
ประเพณีท้องถิ่นนิยม
แต่กลับแปลกที่มุสลิมบางกลุ่มที่เพิกเฉยจุดยืนข้างต้นอย่างน่าอัปยศที่สุด ละทิ้งอิสลามแล้วหันไปปฏิบัติตามแนวทางอื่นอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม ก็คิดดูสิ หากชายผู้หนึ่งประกาศก้องว่าตนเองเป็นชาย แต่ร่างกายเป็นหญิง เช่นนี้เราจะเรียกบุคคลนั้นว่า กะเทย เพราะชายก็ไม่ใช่ หญิงก็ไม่เชิง ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับบุคคลหนึ่งที่ประกาศว่าตนเองเป็นมุสลิม แต่กลับไปหยิบยืมความเชื่อ หรือกลักการของศาสนาอื่นมาปฏิบัติ แล้วเช่นนี้เราจะเรียกเขาผู้นั้นว่ากระไรดี? ตัวอย่างเช่น ข้อมูลที่นำเสนอข้างต้นที่ระบุว่า ศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์มักจะแยกแยะไม่ออก ผู้รู้จึงแยกแยะให้ว่า หากสิ่งใดกระทำตามพิธีสงฆ์ก็เป็น พิธีพุทธ ถ้าสิ่งใดที่กระทำพีธีไสยศาสตร์นั่นก็เรียกว่า พิธีพราหมณ์
                มุสลิมบางกลุ่มคงไม่ต่างจากคำนิยามข้างต้น เพราะบางครั้งมุสลิมบางกลุ่มก็ทำพิธีกรรมกลมกลืนกันกับพุทธและพราหมณ์เหมือนกันดั่งกรณีที่โต๊ะอิมาม หรือโต๊ะครูบางคนเจิมรถให้กับมุสลิมที่ซื้อรถป้ายแดง ถามว่า นั่นก็มาจากพิธีของศาสนาพราหมณ์ เพราะเป็นเรื่องไสยศาสตร์ว่าด้วยการเจิม ซึ่งชัดเจนมาก เพราะการเจิมเป็นเรื่องความเชื่อเรื่องโชคลาง ซึ่งหลักการอิสลามระบุอยู่ในข่ายการตั้งภาคี (ชิริก) แต่โต๊ะอิมาม โต๊ะครูบางคนกลับไม่สนใจใยดี ก้มหน้าก้มตาเจิมรถป้ายแดงอย่างหน้าตาเฉย โดยมีทั้งอ่านอัลกุรฺอานและอ่านดุอาอ์ที่แต่งขึ้นมาเอง พลางตั้งเจตนารมณ์ว่าบทสวดเหล่านั้นน่าจะเป็นบทสวดที่ทำให้รถป้ายแดงแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุนานัปการ
                สรุป เรื่องการเชิญโต๊ะอิมาม หรือโต๊ะครูบางคนมาทำพิธีเจิมรถป้ายแดง ไม่ปรากฏอยู่ในคำสอบของอิสลาม แต่กลับปรากฏอยู่ในพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์


ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

"โยมมุสลิม นั่นศาสนาอาตมา" ประตูป่า

ศาสนาพุทธ                เมื่อขบวนขันหมากมาถึงประตูบ้านเจ้าสาว ซึ่งด่านแรกนี้จะเป็นประตูรั้ว หรือบางทีออกไปกั้นกันตั้งแต่ปากซอลเลยก็มี จะเข้าไปในบ้านเจ้าสาวได้ อาจต้องผ่านถึง 5 ประตู 7 ประตู แต่ส่วนใหญ่นิยมกันแค่ 3 ประตูเท่านั้นคือประตูชัย ประตูเงิน ประตูทอง หรือประตูนาก ประตูเงิน ประตูทอง
                ด่านแรกที่รั้วบ้านนี้ คนของฝ่ายเจ้าสาว
2 คนจะถือชายผ้านั้นไว้คนละข้าง เรียกว่าปิดประตูขันหมาก เฒ่าแก่หรือนายขันหมากซึ่งมากับเจ้าบ่าวก็จะถามว่า “ประตูนี้มีชื่อว่าอันใด” หรือจะพูดอย่างธรรมดาว่า “ประตูอะไรจ๊ะ” ก็ได้ ผู้ปิดประตูต้องตอบว่า “ประตูชัย” เฒ่าแก่ก็จะให้ซองเงินหรือของชำร่วยแก่ผู้กั้นเพื่อขอผ่าน ของชำร่วยหรือซองเงินนี้ จะมีค่างวดน้อยกว่าที่จะต้องใช้ผ่านประตูเงินและประตูทอง เรียกว่า ของแถมพกอย่างตรี
                บางทีกว่าจะผ่านด่านแรกได้ อาจมีการกล่าวหยอกเย้าต่อรองกันเป็นที่สนุกสนาน เมื่อผู้กั้นยอมเปิดให้ผ่านเข้ามาเขตบ้านแล้ว ก็มาถึงประตูที่
2 คือ ประตูเงิน ซึ่งจะอยู่บริเวณบันได เพราะบ้านทรงไทยสมัยโบราณนิยมสร้างแบบยกพื้นสูง
                การกั้นประตูเงินนี้ จะใช้ผ้าแพรหรือผ้าชนิดดีกว่าที่ใช้กั้นประตูชัย ผู้ที่ถือผ้ากั้นทั้งสองคน ส่วนใหญ่เป็นญาติสนิทของฝ่ายเจ้าสาว เฒ่าแก่จะถามว่า “ประตูชั้นสองนี้มีชื่อว่าประการใด” ผู้กั้นตอบว่า “ประตูเงิน” เฒ่าแก่จึงมอบซองหรือของแถมพกอย่างโทให้เพื่อขอผ่านทาง”
ศาสนาอิสลาม
                การแต่งงานในรูปแบบของอิสลาม เป็นการแต่งงานที่เรียบง่ายไม่มีพิธีกรรมที่ซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย โดยแบ่งรูปแบบออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเรียกว่า “พิธีนิกาหฺ” ซึ่งประกอบไปด้วยวะลีย์ (ผู้ปกครอง) ของเจ้าสาว, เจ้าบ่าว, พยาน (อย่างน้อยผู้ชายสองคน) คำเสนอของวะลีย์ และคำตอบรับของเจ้าบ่าว ส่วนที่สองคือการจัดงาน “วะลีมะฮฺ” หมายถึงการจัดงานเลี้ยงอาหารให้แก่ผู้ที่มาร่วมงานพิธีนิกาหฺ ซึ่งศาสนาอนุญาตให้จัดงานวะลีมะฮฺในวันเดียวกันกับพิธีนิกาหฺ หรือภายหลังพิธีนิกาหฺก็ได้เช่นกัน
                ดังนั้นเรื่องการมีขันหมากก็ดี การกั้นประตูป่าก็ตาม ล้วนแล้วไม่เกี่ยวอะไรกับพิธีนิกาหฺ หรืองานวะลีมะฮฺเลยแม้แต่น้อย ในสมัยของท่านนบีมุหัมมัด ซล. เองก็ไม่เคยกั้นประตูป่า หรือมุสลิมสมัยหลังที่ท่านรสูล ซล. เสียชีวิตไปแล้ว ก็ไม่ทำพิธีเช่นนั้นเหมือนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ไม่ใช่หน้าที่ของมุสลิม หรือไม่ใช่เรื่องที่มุสลิมจะนำการกั้นประตูป่ามาเกี่ยวข้องในงานแต่งงานของมุสลิม ขอย้ำว่า ต้องไม่นำมาเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด ไม่ว่านำมาเกี่ยวข้องในพิธีนิกาหฺ หรืองานวะลีมะฮฺก็ตามที
                ครั้นพอเราไปศึกษาเกี่ยวกับการกั้นประตูป่า กลับกลายเป็นประเพณี หรือแนวปฏิบัติของชาวพุทธอีกต่างหาก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วยิ่งไม่สามารถนำการกั้นประตูป่ามาปะปนกับพิธีนิกาหฺของมุสลิมได้เลยแม้แต่น้อย เพราะแนวความเชื่ออื่นจากอิสลาม ถือว่าถูกปฏิเสธจากพระผู้เป็นเจ้า อีกทั้งการนำสิ่งที่เป็นประเพณี หรือวัฒนธรรมของต่างศาสนิกมาปฏิบัติเท่ากับว่า มุสลิมผู้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชนนั้นด้วยดั่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. กล่าวว่า “บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มหนึ่ง ถือว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย”
ประเพณีท้องถิ่นนิยม
                มุสลิมบางกลุ่มเวลาจัดงานแต่งงาน (นิกาหฺ) มักจะมีการกั้นประตูป่า ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นฝ่ายเจ้าบ่าวที่ถูกกั้นประตู บางงานประตูป่าก็น้อย บางงานประตูป่าก็มาก ส่วนใหญ่บุคคลที่กั้นประตูป่าก็จะเป็นญาติ หรือเพื่อนๆ ของเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวนั่นแหละ
                ครั้นเมื่อเจ้าบ่าวถูกกั้นประตูป่า ฝ่ายเจ้าบ่าวเอง หรือญาติผู้ใหญ่จะเป็นคนแจกซองให้ ซองก็มีจำนวนลดหลั่นกันไป เช่นประตูแรกๆ จะใส่ซองน้อยหน่อย แต่ถ้าเป็นประตูที่จะเข้าห้องหอก็จะใส่ซองมากหน่อย บางครั้งทำให้เจ้าบ่าวเหงื่อตกได้เหมือนกัน เพราะต่อรองกันนานมาก เผลอๆ อาจต้องให้มากกว่าหนึ่งซอง ซองหนึ่งก็หลายสตางค์
                ส่วนสิ่งที่นำมากั้นเป็นประตูป่า ก็แตกต่างกันไป บางทีก็เป็นเชือกธรรมดา บางทีก็เป็นผ้าชนิดดีๆ และบางทีก็เป็นสร้อยทองคำที่มาขึงยาวกั้นเป็นประตูป่า แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ขึ้นอยู่กับประเพณี หรือความนิยมของชุมชนมุสลิมนั้นๆ
                บทสรุป ในฐานะที่เราเป็นมุสลิม ซึ่งตามกิตาบุลลอฮฺ และสุนนะฮฺเป็นหลัก จำเป็นอยู่เองที่มุสลิมจะต้องนำแบบอย่าง และวิถีแห่งอิสลามมาปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงบนโลกดุนยาใบนี้ หน้าที่มุสลิมต้องเป็นประชาชาติตัวอย่าง นำหลักธรรมแห่งอิสลามมาประกาศก้องบนหน้าแผ่นดิน เพื่อให้ประชาชาติอื่นได้แลเห็นถึงจริยธรรมอันยิ่งใหญ่และวิถีอันงดงามหาที่ใดเปรียบมิได้ สุดท้ายทำให้พวกเขาสรรเสริญ และกล่าวขานถึงจริยธรรมความงดงามเหล่านั้น แม้ว่าพวกเขาจะมิได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลามก็ตาม
                ดังนั้น การที่มุสลิมละทิ้งวิถีอันงดงามแห่งอิสลาม แล้วกลับไปยึดวิถีอื่นจากอิสลามมาปฏิบัติ นั่นเท่ากับว่า เราดูถูกการเป็นมุสลิมของเรา หรือเรากำลังจะบอกว่า อิสลามเป็นวิถีที่ไม่ทันสมัย ไม่เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน สู้วิถีของประชาชาติอื่นเค้าไม่ได้ หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ช่าง แต่ทุกครั้งที่เราปฏิบัติตามวิถีของประชาชาติอื่น พึงจำไว้ว่าตัวเรานี่แหละคือส่วนหนึ่งที่ทำลายศาสนาอิสลามของเราเอง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report