แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Tony แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Tony แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

อาหารฮาลาล คืออะไีร?

อาหารฮาลาล คืออะไร เป็นแค่อาหารที่ไม่มีส่วนประกอบของ "หมู" อย่างเดียวอย่างนั้นหรือ อย่างอื่นที่ไม่ใช่ "หมู" เป็นน้ำสุบกระดูกหมูทานได้อย่างนั้นหรือ... ......ความเข้าใจคาดเคลื่อนของกลุ่มคนต่างศาสนชน และพี่น้องมุสลิมที่ขาดความรู้ที่เพียงพออาจจะไม่คิดในส่วนดังกล่าว อาจจะมองว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย มันเป็นแค่เรื่องการกินนิดเดียว จะคิดอะไรให้มันมาก ให้มันปวดหัว แค่หาอะไรทานเข้าไปให้พออยู่รอด เพื่อการทำงานในด้านทางโลก ทางโลกดุนยาฮฺ

แต่พี่น้องครับ...พี่น้องชาวมุสลิมทั้งหลายเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า....แค่นี้เล็กน้อยที่พี่น้องคิด แค่เรื่องที่เป็นแค่อาหาร ที่เอาใส่เข้าไปในท้องให้มันอิ่มพอที่จะทำงานได้นั้น ท่านเคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า นั่นแหละที่เป็นหนทาง และแนวทางที่จะนำท่านไปสู่สถานที่พระองค์ (อัลลอฮฺ) ซ.บ. ได้เตรียมไว้ให้สำหรับผู้ที่กระทำความผิด สำหรับผู้ที่หลงทาง หลงผิดไปสู่เส้นทางแห่งความเกียจชัง เส้นทางแห่งการที่พระองค์ทรงกริ้ว

อาหารฮาลาล นั่นก็คือ อาหารหรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารซึ่งผลิดขึ้น (ดูจากภาพรวมทั้งหมด ทั้งกระบวนการผลิตและวัตถุดิบในการผลิต) อย่างถูกต้องตามหลักศาสนาหรือบทบัญญัติของศาสนา มุสลิมสามารถบริโภคได้ โดยคำนึงถึงความสะอาดและคุณค่าทางโภชนาการ

ข้อกำหนดในการผลิตอาหาร "ฮาลาล"
1.วัตถุดิบ กระบวนการผลิต การบรรจุการรักษา จะต้องฮาลาลทุกขั้นตอน
2.สถานที่ผลิตอาหารฮาลาลจะต้องไม่ปะปนกับการผลิตอาหารที่ฮะรอม (อาหารที่ห้ามมุสลิมบริโภค) ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมการการผลิต กระบวนการผลิตและการเก็บรักษา
3.เครื่องจักร เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมการผลิต กระบวนวการผลิต การขนส่งและการเก็บรักษาจะต้องสะอาดตามหลักการของศาสนาอิสลาม
4.เนื้อสัตว์ พืช เครื่องดื่มที่ไม่อนุญาตให้นำมาประกอบเป็นอาหารฮาลาล เช่น สุกร สุนัข หมูป่า งู ลิง สัตว์กินเนื้อเป็นอาหารและมีเล็บ เช่น สิงโต เสือ หมี จระเข้ เป็นต้น และสัตว์อื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน
-.สัตว์มีพิษ สัตว์นำโรค เช่น ตะขาบ แมลงป่อง หนู แมลงสาบ
-.สัตว์ที่น่ารังเกียจ เช่น หนอน แมลงวัน เหา
-.สัตว์ที่มีพิษและเป็นอันตรายทุกชนิด
-.สัตว์ที่ไม่อนุญาตให้ฆ่าตามหลักการศาสนาอิสลาม เช่น ผึ้ง มด นกหัวขวาน
-.สัตว์ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับ ลา
-.สัตว์อื่นๆ ที่ไม่ได้เชือดตามหลักการของศาสนาอิสลาม
-.พืชที่มีพิษและเป็นอันตรายทุกชนิด
-.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือมีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายและมีพิษ
-.วิธีการเชือดหรือฆ่าสัตว์

การเชือดสัตว์
1. คนเชือดต้องเป็นมุสลิมและมีความรู้เกี่ยวกับการเชือดสัตว์ตามหลักศาสนา
2. เป็2นสัตว์ที่อิสลามกำหนดให้เชือดได้
3. เป็นสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ขณะที่เชือด
4. ขณะเชือดต้องให้หัวของสัตว์หันไปทางกิบลัต (สำหรับประเทศไทยคือทิศตะวันตก)
5. ผู้เชือดต้องกล่าวว่า “บิสมิ้ลลาห์”(ด้วยพระนามของอัลลอฮ) ก่อนลงมือเชือด
6. มีดที่ใช้เชือดต้องคมและต้องเชือดจนเสร็จสิ้นโดยไม่ดึงมือออก
****การเชือดต้องให้หลอดลมและเส้นเลือดดำที่คอหอยสัตว์ขาด

ข้อพิจารณาพิเศษ...คือ...อาหารฮาลาล เป็น อาหารที่ปราศจาก นายิส คำว่า "นายิส" เป็นสิ่งสกปรกปฏิกูลและอื่นๆ เป็นที่รังเกียจโดยบทบัญญัติศาสนากำหนดไว้
นายิสที่สำคัญที่อยู่ 7 ชนิด คือ
1. สุนัขและสุกร
2. สุรา ของมึนเมา และแอลกอฮอล์
3. ซากสัตว์ หมายถึง สัตว์ที่ตายโดยไม่ได้เชือดตามหลักการอิสลามยกเว้น ปลาและตั้กแตน
4. เลือดที่หลั่งริน น้ำเหลือง น้ำหนอง ยกเว้นอวัยวะที่คล้ายเลือดแต่ไม่ใช่เลือด เช่น ตับ และ ม้าม
5. ปัสสาวะ อุจจาระ และอาเจียน ของมนุษย์และสัตว์
6. ส่วนที่แยกออกจากสัตว์ขณะที่สัตว์นั้นยังมชีวิตยกเว้นผมและขน
7. นมสัตว์ที่เนื้อของมันไม่อนุมัติให้รับประทาน เช่น นมลา นมแมว นมสุกร นมสุนัข ซึ่งถือ
เสมือนเนื้อของสัตว์เหล่านั้น จึงจัดเป็นนายิส

มาตรฐานอาหารฮาลาล
ปัจจุบันในตลาดโลกมีผู้บริโภคที่เป็นมุสลิมอยู่ประมาณ 2,000 ล้านคนการค้าขายจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางที่จะเข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดอาหารจากประเทศที่มีชาวมุสลิมให้มากขึ้น ประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศทีผลิตอาหารที่สำคัญของโลก ผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องให้ความสนใจในเครื่องหมายนี้อย่างจริงจัง ผู้ที่เกียวข้องต้องเรียนรู้ และอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจอย่างถูกต้องเพื่อเตรียมความพร้อมของการผลิต สร้างฐานที่แข็งแกร่งให้กับประเทศต่อไป
Codex ได้จัดทำเอกสาร General Guideline for use of the Term ” Halal “ ตั้งแต่ปี 2540 และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม(สมอ.) ได้นำมาเรียบเรียงและจัดพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยได้ยึดหลัก และอ้างอิงเอกสารภาษาอังกฤษดังกล่าว มอก.1701-2541 ZCAC GL- 24/1997) ข้อแนะนำนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ มีความเข้าใจที่ตรงกัน และมีการปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎของศาสนาอิสลาม ทั้งทางด้านแหล่งที่มาของอาหาร วิธีการฆ่าสัตว์ การเตรียมอาหาร การแปรรูปอาหาร การบรรจุหีบห่อ การขนส่งและการเก็บรักษาอาหารอีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการค้ากับประเทศมุลลิมที่กำหนดมาตรการนำเข้าอาหารฮาลาล

แล้ววันนี้ล่ะ...พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย ที่ละเลย ที่ไม่เคยคิดให้มากสำหรับเรื่องแค่การกิน แค่เรื่องอาหารประทังชีวิต กลับมาคิดกันบ้างหรือยัง ว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหน มันเป็นเรื่องใหญ่ที่ใกล้ตัวเราเป็นอย่างมาก พี่น้องมุสลิม...ครับ.......................
...................กลับมาเถิด ..กลับมาตระหนักถึงอาหารที่เรา รับประทานไป ในแต่ละวันเถิดว่า "ฮาลาล" แล้วหรือยัง ถูกต้องตามหลักศาสนาแล้วหรือยัง เราอย่ายอมหลุดไปสู่เส้นทางแห่งความโกรธ เส้นทางแห่งการกริ้ว กับเพียงแค่เรารับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลักศาสนา อีกเลย


....เราจะแลก กันหรือ?
ขอให้พี่น้อง (มุสลิม) ทุกท่านอยู่บนเส้นทางแห่งความโปรดปรานด้วยเถิด
วัสลาม...
...
..

ตบหน้าผมทำไม?‏

ชายหนุ่มผู้หนึ่งข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียนยังถิ่นแดนไกลเป็นเวลานาน เมื่อเขากลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน เขาได้ขอร้องให้พ่อแม่ช่วยหาโต๊ะครูที่ว่าแน่ๆเพื่อเขาจะถามปัญหา 3 ข้อแก่โต๊ะครูผู้นั้น ในที่สุดพ่อแม่ก็หาโต๊ะครูตามที่ลูกต้องการได้

ชายหนุ่ม : ท่านเป็นใครกัน ? ท่านสามารถตอบปัญหาฉันได้หรือนี่ ?
โต๊ะครู : ฉันเป็นบ่าวคนหนึ่งของอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอฺาลา อินชาอัลลอฮฺ (หากพระองค์ประสงค์) ฉันคงตอบปัญหาของเธอได้ชายหนุ่ม : ท่านแน่ใจหรือ ? ผู้รู้ระดับโพรเฟสเซอร์และผู้เชี่ยวชาญยังตอบปัญหาผมไม่ได้เลย
โต๊ะครู : ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่ ด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอฺาลา

ชายหนุ่ม : ปัญหา 3 ข้อ ของผมก็คือ
1. พระเจ้ามีจริงหรือ ? ถ้ามีจริง ได้โปรดแสดงรูปร่างของพระเจ้าให้ฉันดู
2. ตักฺดีรฺ (การกำหนดสภาวการณ์ต่างๆของอัลลอฮฺ) คืออะไร ?
3. ถ้าชัยฏอนถูกสร้างมาจากไฟ แล้วทำไมบั้นปลายของชัยฏอนจะถูกโยนลงไปในนรก ซึ่งถูกสร้างมาจากไฟเช่นกัน แน่นอนเหลือเกินไฟนรกไม่สามารถทำให้ชัยฏอนเจ็บปวดได้เลย แม้เพียงระคายผิว เนื่องจากทั้งชัยฏอนและนรกล้วนถูกสร้างมาจากไฟ พระเจ้าไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ดอกหรือ ?

ทันใดนั้นเอง โต๊ะครูได้ตบหน้าชายหนุ่มผู้นั้นอย่างจัง

ชายหนุ่ม (รู้สึกเจ็บมาก) : ทำไมท่านจึงโกรธฉันขนาดนี้ ?
โต๊ะครู : เปล่าเลย ฉันไม่ได้โกรธเธอเลยแม้แต่น้อย ที่ตบหน้าเธอนั้น เป็นการตอบปัญหา 3 ข้อ ที่เธอถาม
ชายหนุ่ม : ตอบยังไง ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ?
โต๊ะครู : เธอรู้สึกยังไงล่ะ หลังจากที่โดนตบหน้า ?
ชายหนุ่ม : ก็เจ็บน่ะซิ ถามได้
โต๊ะครู : อ้าว อะไรกัน เธอเชื่อว่าความเจ็บปวดมีจริงหรือนี่ ?
ชายหนุ่ม : ก็ใช่ซิครับ นี่ยังเจ็บอยู่เลย
โต๊ะครู : ไหนเธอแสดงรูปร่างความเจ็บปวดให้ฉันดูหน่อยซิ ทำได้หรือเปล่าล่ะ
ชายหนุ่ม : ผมทำไม่ได้หรอกครับ
โต๊ะ ครู : นั่นคือคำตอบแรกของฉัน เราทุกคนสามารถรับรู้การมีอยู่จริงของอัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นรูปร่างของพระองค์
โต๊ะครู : เมื่อคืนนี้ เธอฝันว่าจะถูกฉันตบหน้าหรือเปล่า ?
ชายหนุ่ม : เปล่าครับ
โต๊ะครู : เธอคาดคิดหรือเปล่าว่า จะถูกฉันตบหน้าในวันนี้ ?
ชายหนุ่ม : เปล่าครับ
โต๊ะครู : นั่นแหละ คือ ตักฺดีรฺ
โต๊ะครู : มือฉันที่ตบหน้าเธอนั้น ทำมาจากอะไร ?
ชายหนุ่ม : มันทำมาจากเนื้อหนังมังสา
โต๊ะครู : แล้วหน้าเธอล่ะ มันทำมาจากอะไร ?
ชายหนุ่ม : มันก็ทำมาจากเนื้อหนังมังสาเช่นกันซิครับ
โต๊ะครู : เธอรู้สึกอย่างไรล่ะ หลังจากถูกฉันตบ ?
ชายหนุ่ม : ก็เจ็บซิครับ
โต๊ะ ครู : แม้ว่าชัยฏอนกับนรกจะถูกสร้างมากจากไฟ ถ้าหากอัลลอฮฺประสงค์ อินชาอัลลอฮฺ นรกจะเป็นสถานที่ที่เจ็บปวดทรมานยิ่งสำหรับชัยฏอน

ขอบคุณ
นูรอัลฮูดาที่เอื้อเฟื้อข้อมูล

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

KFC มีฮาลาลรึป่าว เราชาวมุสลิมควรกินหรือไม่

KFC ไม่ได้รับการรับรองฮาลาล
จากสนง.คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย


ก่อนหน้านี้หลายปี อาจเคยได้จากกรรมการอิสลามประจำจังหวัด แต่ก็ถูกยกเลิกนานมากแล้ว สาเหตุที่ยกเลิกก็พราะ เขาขอรับรองฮาลาลสาขาเดียวแต่ไปติดเครื่องหมายรับรองฮาลาลทุกสาขา ตามความเป็นจริงไม่ได้ ถ้าขอสาขาไหน ต้องติดเฉพาะสาขานั้น แต่ทางKFCลักไก่ติดทุกสาขา ทางกรรมการจังหวัดจึงจำเป็นต้องยกเลิก แล้วส่วนบางคนที่ว่าได้รับรองฮาลาลนั้น หากจะได้จากการรับรองการเชือด คือ ทาง KFC นำไก่มาจาก บ.CP ซึ่ง CP นั้นได้รับรองฮาลาลการเชือดจากคณะกรรมการประจำจังหวัดอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ KFC นำมาอ้างได้ว่าได้รับรองฮาลาลแล้ว แต่ส่วนผสมในการผลิตไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้ว่าฮาลาลหรือไม่ ในเรื่องการให้การรับรองฮาลาลนั้น เป็นงานนอกเหนือความรับผิดชอบของสถาบันฯ
หากท่านใดมีข้อสงสัยในเรื่องการรับรองฮาลาล
สามารถสอบถามได้ที่ฝ่ายกิจการฮาลาล 0-29494215,02989 5626
ติดต่อ คุณขัตติยา ,สุชาดา


ทั้งๆ ที่รู้


ทั้งๆ ที่เค้าประกาศกันโคมๆ


ทั้งๆ ที่รู้อย่างนี้แล้ว


แต่ทำไม????????????

พวกเราชาวมุสลิมทั้งหลาย ยังละเลย ยังไม่คิดใส่ใจกับเรื่องเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรา เป็นสิ่งที่เรากระทำผิดหลักศาสนาได้แค่เรื่องการกินหาที่นำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปในท้องของเราเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดในการทำงานของเราให้สำเร็จในโลกดุลยาฮฺนี้


ทำไม....เราต้องกระทำตนออกจากแนวทางที่พระองค์ทรงโปรดปราน ไปสู่แนวทางที่พระองค์ทรงกริ้วล่ะ


กลับมาเถิดพี่น้องมุสลิมทั้งหลาย กลับมาสู่แนวทางแห่งความโปรดปรานเถิด อย่าหลงผิด ..อย่าหลงทางเพียงแค่อาหารที่เราทำกินเองที่บ้านได้อีกเลย

วัสลาม....ขอให้พระองค์ทรงดลบันดาลให้ มุสลิมที่หลงผิดซึ่งเป็นบ่าวของพระองค์ ..กลับมาสู่เส้นทางแห่งความถูกต้อง เส้นทางแห่งความโปรดปรานของพระองค์ด้วยเถิด....

อัลฮัมดุลินละฮฺ

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

บทบัญญัติเกี่ยวกับการคลุมหน้าและหลักฐานอย่างละเอียด

การคลุมหน้าของมุสลิมะฮฺ มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ การคลุมหิญาบของมุสลิมะฮฺต่อหน้าชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อมและการปกปิดใบหน้าของพวกนางนั้นเป็นข้อบังคับที่ระบุในคัมภีร์ของอัลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านนบี
1.หลักฐานจากอัลกรุอาน
หลักฐานที่ หนึ่ง

يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَلْيَضْرِبْنَ بِخُمُرِهِنَّ عَلَى جُيُوبِهِنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا لِبُعُولَتِهِنَّ أَوْ آبَائِهِنَّ أَوْ آبَاء بُعُولَتِهِنَّ أَوْ أَبْنَائِهِنَّ أَوْ أَبْنَاء بُعُولَتِهِنَّ أَوْ إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي أَخَوَاتِهِنَّ أَوْ نِسَائِهِنَّ أَوْ مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُهُنَّ أَوِ التَّابِعِينَ غَيْرِ أُوْلِي الْإِرْبَةِ مِنَ الرِّجَالِ أَوِ الطِّفْلِ الَّذِينَ لَمْ يَظْهَرُوا عَلَى عَوْرَاتِ النِّسَاء وَلَا يَضْرِبْنَ بِأَرْجُلِهِنَّ لِيُعْلَمَ مَا يُخْفِينَ مِن زِينَتِهِنَّ وَتُوبُوا إِلَى اللهِ جَمِيعاً أَيُّهَا الْمُؤْمِنُونَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ﴾ (النور : 31 )
ความว่า “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุมินะฮฺ (ผู้ศรัทธาหญิง) ให้พวกนางลดสายตาของพวกนางลงต่ำ (จากการมองสิ่งต้องห้าม) และให้พวกนางรักษาทวาร (อวัยวะเพศ) ของพวกนาง (จากการประพฤติผิดทางเพศ) และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ (เช่น ตาข้างหนึ่งหรือสองข้างเพื่อใช้มอง เสื้อคลุมข้างนอก ถุงมือ) และให้นางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาจนถึงญุยูบิฮินนะ (ร่างกาย ใบหน้า คอ และหน้าอกของพวกนาง) และอย่าให้พวกนางเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง เว้นแต่แก่สามีของพวกนาง หรือบิดาของพวกนาง หรือบิดาของสามีของพวกนาง หรือลูกชายของพวกนาง หรือลูกชายของสามีของพวกนาง หรือพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกนาง หรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกนาง หรือพวกผู้หญิง (มุสลิมะฮฺ) ของพวกนาง หรือที่มือขวาของพวกนางครอบครอง (ทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้นางกระทืบเท้าของพวกนาง เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกนางควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกนาง และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ” [อันนูร 24:31]
หลักฐานจากอายะฮฺนี้แสดงให้เห็นว่าหิญาบเป็บข้อบังคับสำหรับมุสลิมะฮฺ ดังต่อไปนี้
1.อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ให้สตรีผู้ศรัทธาปกป้องความบริสุทธิ์ของพวกนางและคำสั่งใช้นี้เป็นการสั่งให้ปฏิบัติทุกสิ่งที่อยู่ในแนวทางดังกล่าว ผู้ที่มีเหตุผลจะไม่สงสัยเลยว่าการปฏิบัติสิ่งที่ปกป้องความบริสุทธิ์คือการคลุมหน้า เพราะการไม่คลุมหน้าเป็นสาเหตุให้คนมองและพึงพอใจกับความสวยของใบหน้าแล้วนำสู่การติดต่อกัน ท่านร่อซูล กล่าวว่า “ดวงตาทำซินา และซินาของมันคือการมอง” จากนั้นท่านกล่าวว่า “และอวัยวะเพศ (ของชายและหญิง) เป็นเคริ่องยืนยันความเป็นจริงหรือโกหก” (บันทึกโดย อัลบุคอรี, 6612; มุสลิม, 2657)
ดังนั้น หากการคลุมหน้าเป็นวิธีการเพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งการปกป้องความบริสุทธิ์ของตนเองวิธีหนึ่ง มันก็ย่อมเป็นคำสั่งให้ปฏิบัติ เพราะตามหลักการศาสนานั้น กฎของวิธีการคือกฎของเป้าหมาย
2.อัลลอฮฺตรัสความว่า “...และให้นางปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกนางลงมาถึงญุยูบิฮินนะ...” ญัยบฺ -جيب (พหูพจน์คือ ญุยูบ - جيوب) คือ เสื้อผ้าที่เปิดคอ และคิมาร - خمار คือ สิ่งที่ผู้หญิงใช้คลุมศีรษะ หากมุสลิมะฮฺถูกสั่งใช้ให้ปกปิดเสื้อผ้าที่เปิดคอ ดังนั้นนางย่อมถูกสั่งใช้ให้ปิดใบหน้าไม่ว่าจะโดยนัยยะแฝงหรือโดยการเปรียบเทียบ หากมีคำสั่งใช้ให้ปกปิดลำคอและหน้าอกแล้ว การที่จะคลุมหน้าก็สมควรจะปฏิบัติมากกว่าเพราะใบหน้าเป็นจุดสวยงามและน่าดึงดูด
3.อัลลอฮฺทรงห้ามเปิดเผยเครื่องประดับทุกชนิดยกเว้นสิ่งที่ปรากฏภายนอก ซึ่งมิได้มีเจตนาโอ้อวด เช่น ด้านนอกของเสื้อผ้า แท้จริงอัลลอฮฺตรัสว่า “ยกเว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้” พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “ยกเว้นสิ่งที่ผู้หนึ่งเปิดเผยมัน” ชาวสะลัฟบางคน เช่น อิบนุมัสอูด อัลหะซัน อิบนุซีรีน และคนอื่นๆ ตีความหมายของประโยค “ยกเว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้” ว่าหมายถึงภายนอกของเสื้อผ้าและสิ่งที่ล้ำจากเสื้อผ้าภายนอก (เช่น ชายกระโปรงที่สวมข้างใน) และอัลลอฮฺทรงห้ามอีกครั้งในการเปิดเผยเครื่องประดับ (ในท้ายอายะฮฺ) ยกเว้นต่อบุคคลที่พระองค์ทรงยกเว้น เครื่องประดับในครั้งที่สองนี้อ้างถึงสิ่งที่นอกเหนือจากเครื่องประดับในครั้งแรก เครื่องประดับแรกคือเครื่องประดับภายนอกที่ปรากฏแก่ทุกคนซึ่งไม่สามารถปกปิดได้ ส่วนเครื่องประดับที่สองคือเครื่องประดับภายใน (รวมถึงใบหน้า) ถ้าหากเครื่องประดับที่สองเป็นสิ่งที่ยอมให้มองได้สำหรับทุกคน ก็ไม่มีเหตุผลที่ใช้คำทั่วไปในครั้งแรกและยกเว้นอีกครั้งในครั้งที่สอง
4.อัลลอฮฺทรงอนุญาตให้มุสลิมะฮฺเปิดเผยเครื่องประดับภายในของพวกนางแก่ “คนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ” เช่น คนใช้ผู้ชายที่ไม่ปรารถนาเรื่องเพศ และเด็กเล็กที่ยังไม่บรรลุวัยที่จะมีความปรารถนาเรื่องเพศและยังไม่เคยเห็นเอาเราะฮฺของสตรี สิ่งดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า
**ไม่อนุญาตให้เปิดเผยเครื่องประดับภายในแก่ชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อม ยกเว้นบุคคลสองประเภทที่กล่าวไปแล้ว
**เหตุผลสำหรับบทบัญญัตินี้คือเกรงว่าผู้ชายจะถูกยั่วยวนโดยสตรีและตกหลุมรักนาง ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่าใบหน้าคือสิ่งที่สวยงามและดึงดูดใจ ดังนั้นการคลุมหน้าจึงเป็นข้อบังคับเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชายเกิดความรู้สึกว่าถูกดึงดูดและยั่วยวนจากสตรี
5.จากดำรัสความว่า “อย่าให้นางกระทืบเท้าของพวกนาง เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกนางควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกนาง” หมายความว่ามุสลิมะฮฺต้องไม่กระทืบเท้าเพื่อให้ผู้อื่นทราบถึงเครื่องประดับที่ถูกปกปิดอยู่ภายใต้เสื้อผ้า เช่น กำไลเท้าและสิ่งอื่นๆ เมื่อมุสลิมะฮฺถูกห้ามไม่ให้กระทืบเท้าเพื่อไม่ให้ผู้ชายคิดว่าถูกยั่วยวนด้วยเสียงกำไลข้อเท้าแล้ว เหตุใดจึงไม่คลุมหน้าซึ่งยั่วยวนมากกว่า ?
สิ่งใดเป็นการดึงดูดมากกว่ากัน ระหว่างการที่ผู้ชายได้ยินเสียงกำไลข้อเท้าของสตรีที่เขาไม่รู้ว่านางสวยหรือไม่สวย สาวหรือชรา น่าเกลียดหรือน่ารัก กับการที่เขามองใบหน้าอันสวยงามและอ่อนเยาว์ซึ่งดึงดูดและเชิญชวนเขาให้มองมัน ผู้ชายทุกคนที่มีความปรารถนาในตัวสตรีจะรู้ว่าสิ่งไหนดึงดูดมากกว่าและสิ่งไหนสมควรถูกปกปิด
หลักฐานที่ สอง
جُنَاحٌ أَن يَضَعْنَ ثِيَابَهُنَّ غَيْرَ مُتَبَرِّجَاتٍ بِزِينَةٍ وَأَن يَسْتَعْفِفْنَ خَيْرٌ لَّهُنَّ وَاللهُ سَمِيعٌ عَلِيمٌ﴾ (النور : 60 )
ความว่า “และบรรดาหญิงวัยชราซึ่งพวกนางไม่ปรารถนาที่จะสมรสแล้ว ไม่เป็นที่น่าตำหนิแก่พวกนางที่จะเปลื้องเสื้อผ้า (ภายนอก) ของนางออก โดยไม่เปิดเผยส่วนงดงาม และหากพวกนางงดเว้นเสียก็จะเป็นการดีแก่พวกนาง และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงรอบรู้” [อันนูร 24:60]

หลักฐานจากอายะฮฺนี้ อัลลอฮฺทรงชี้ให้เห็นว่า ไม่มีบาปแก่หญิงชราที่ไม่ปรารถนาจะแต่งงาน เพราะผู้ชายไม่มีความปรารถนาต่อพวกนาง เนื่องจากความชราของนาง การเปลื้องเสื้อนอกของหญิงชรามีเงื่อนไขว่าต้องไม่มีเจตนาเปิดเผยเกินควร ความจริงที่ว่าหลักการนี้ใช้สำหรับหญิงชราเท่านั้น แสดงให้เห็นความแตกต่างต่อบทบัญญัติของหญิงสาวที่หวังจะแต่งงาน เพราะหากบัญญัติการเปลื้องเสื้อนอกอนุมัติแก่ทุกคน ก็ไม่จำเป็นต้องเจาะจงหญิงชราดังตัวบทนี้
สำหรับวลี “โดยไม่เปิดเผยส่วนงดงาม” เป็นการสนับสนุนว่าหิญาบเป็นข้อบังคับสำหรับหญิงสาวที่หวังจะแต่งงาน เพราะโดยทั่วไป การไม่ปกปิดใบหน้านั้นมีเจตนาเปิดเผยอย่างเกินควร (ตะบัรรุจ) เพื่อโอ้อวดความสวยงามและทำให้ผู้ชายมอง ชื่นชม และอื่นๆ สำหรับสตรีที่ไม่มีเจตนาอย่างนี้ถือว่าเกือบไม่มีเลย และกฎของสิ่งที่เกือบไม่มีนั้นก็เหมือนกับสิ่งที่ไม่มี หลักฐานที่ สาม
عَلَيْهِنَّ مِن جَلَابِيبِهِنَّ ذَلِكَ أَدْنَى أَن يُعْرَفْنَ فَلَا يُؤْذَيْنَ وَكَانَ اللهُ غَفُوراً رَّحِيماً﴾ (الأحزاب : 59 )
ความว่า “โอ้นบี (มุฮัมมัด) เอ๋ย จงกล่าวแก่บรรดาภรรยาของเจ้าและบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง (ปกปิดเรือนร่างอย่างสมบูรณ์ ยกเว้นตาข้างหนึ่งหรือสองข้างเพื่อใช้มอง) นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก (ในสภาพหญิงอิสรชน) เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ” [อัลอะหฺซาบ 33:59]
อิบนุ อับบาส กล่าวว่า อัลลอฮฺทรงสั่งใช้สตรีผู้ศรัทธา เมื่อออกนอกบ้านด้วยความจำเป็น ให้ปกปิดใบหน้าของนางตั้งแต่จุดสูงสุดของศีรษะด้วยญิลบาบ และเปิดตาไว้ข้างหนึ่ง
ตัฟซีรของเศาะหาบะฮฺคือหลักฐาน อันที่จริงนักวิชาการบางท่านกล่าวว่า มันอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เป็นรายงานมัรฟูอฺ ซึ่งอ้างอิงกลับไปยังท่านนบี (มีระดับเทียบเท่าหะดีษของท่านนบี - ผู้แปล)
สำหรับ “การเปิดตาไว้ข้างหนึ่ง” กระทำได้เพราะจำเป็นต้องมองทาง หากไม่จำเป็นต้องมองทางดวงตาไม่ควรถูกเปิดเผย
ญิลบาบ คือ เสื้อผ้าข้างนอกที่คลุมทับคิมาร (ผ้าคลุมศีรษะ) มีลักษณะคล้ายกับอะบายะฮฺ
หลักฐานที่สี่
إِخْوَانِهِنَّ وَلَا أَبْنَاء أَخَوَاتِهِنَّ وَلَا نِسَائِهِنَّ وَلَا مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُهُنَّ وَاتَّقِينَ اللهَ إِنَّ اللهَ كَانَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ شَهِيداً﴾ (الأحزاب : 55 )
ความว่า “ไม่เป็นที่น่าตำหนิแก่พวกนาง (บรรดาภรรยาของท่านนบี ที่จะไม่คลุมหิญาบ) ต่อหน้าบิดาของพวกนาง และลูกๆ ของพวกนาง และพี่น้องผู้ชายของพวกนาง และลูกชายของพี่น้องหญิงของพวกนาง และบรรดาผู้หญิง (มุสลิมะฮฺ) ของพวกนาง และที่มือขวาของพวกนางครอบครอง (ทาสี) และพวกนางจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ แท้จริง อัลลอฮฺนั้นทรงเป็นพยานต่อทุกสิ่ง” [อัลอะหฺซาบ 33:55]

อิบนุ กะษีร رحمه الله กล่าวว่า อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ให้สตรีคลุมหิญาบเมื่ออยู่ต่อหน้าชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อม เขาอธิบายว่า สตรีไม่ต้องคลุมหิญาบเมื่ออยู่ต่อหน้าบรรดาญาติที่ระบุในอายะฮฺนี้ เช่นเดียวกับญาติที่อัลลอฮฺทรงระบุไว้ในซูเราะฮฺอันนูร อัลลอฮฺตรัสความว่า “เว้นแต่แก่สามีของพวกนาง...”

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ร้านอาหารมุสลิมในห้างบิ๊กซีและห้างโลตัส สาขากระบี่ ได้รับเครื่องหมายฮาลาลแล้ว

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 20 ตุลาคม 2551 นายห้าหรน บุญชู ประธานคณะกรรมการฝ่ายกิจการฮาลาล สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยคณะฯ ได้เข้าตรวจสอบร้านอาหารภายในห้างบิ๊กซี และห้างโลตัส สาขากระบี่ ภายหลังจากที่ทางผู้ประกอบการร้านอาหารได้ยื่นเรื่องขออนุมัติเครื่องหมายฮาลาล กับทางคณะกรรมการฝ่ายกิจการฮาลาล

ทั้งนี้ทางคณะกรรมการฯได้เข้าตรวจสอบ ส่วนผสมอาหารภายในห้องครัว และสถานที่ล้างจานร้านอาหารมุสลิม ที่มีอยู่ภายในห้างบิ๊กซี จำนวน 2 ร้านและภายในห้าง เทสโก้โลตัสอีก 4 ร้าน ซึ่งก่อนหน้านี้ร้านอาหารมุสลิมในห้างเทสโกโลตัสนั้น เพิ่งได้รับการอนุมัติเครื่องหมายฮาลาล จากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา นายห้าหรน บุญชู ประธานคณะกรรมการฝ่ายกิจการฮาลาล กล่าวว่า ในการตรวจร้านอาหารภายในห้างทั้งสองแห่ง สืบเนื่องจากที่ผ่านมา ทางผู้ประกอบการร้านอาหารได้ยื่นเรื่องขออนุมัติเครื่องหมายฮาอาลาลจากคณะกรรมการฝ่ายกิจการฮาลาล

และก่อนหน้านี้ ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่า ร้านอาหารมุสลิมภายในห้างดังกล่าว ไม่ได้มีการคัดแยกภาชนะใส่อาหาร ที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม จึงทำให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะชาวมุสลิมเกิดความสงสัยว่าสามารถรับประทานได้หรือไม่ ซึ่งทางคณะกรรมการฝ่ายกิจการฮาลาลก็ได้ แจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลามแล้ว และในขณะนี้มีร้านอาหารภายในห้างโลตัสและห้างบิ๊กซี ที่ผ่านการอนุมัติเครื่องหมายฮาลาล จากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมีอยู่ 6 ร้าน ด้วยกัน คือ

ที่ห้างเทสโก้ โลตัส จำนวน 4 ร้านประกอบด้วย ร้านก๊วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นบังสา ร้านอาหารตามสั่งฮาลาลฟู้ด ร้านอาหารฟิรเดาซ์ (ร้านฟารีดาข้าวหมกแพะ) และร้านอาบูร

ส่วนในห้างบิ๊กซีก็มีอยู่ 2 ร้าน คือ ร้านอาหารตามสั่งไทย-อิสลามอิมิเรตส์ และร้านมุสลิม
นายห้าหรนกล่าวอีกว่า ในส่วนของแผงจำหน่ายเนื้อสัตว์ ภายในห้างบิ๊กซี และห้างแมคโคร นั้น ก็ได้รับเครื่องหมายฮาลาลฯแล้วเช่นกัน แต่ทั้งนี้ผู้บริโภคจะต้องตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ด้วยว่า มีเครื่องหมายฮาลาลด้วย หรือไม่ เพื่อความมั่นใจของผู้บริโภค เพราะสินค้าบางรายการยังไม่ได้ขออนุมัติเครื่องหมายฮาลาลฯ ซึ่งทางคณะกรรมการก็จะได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกสุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้มีการปลอมแปลงเครื่องหมาย หรือใช้เครื่องหมายที่หมดอายุ อย่างไรก็ตามในส่วนของร้านจำหน่ายไก่ทอดเคเอฟซี นั้นยังไม่ผ่านการรับรองฮาลาลจากคณะกรรมการฯ แต่อย่างใด เนื่องจากทางผู้ประกอบการไม่ได้ทำเรื่องขออนุมัติ ซึ่งก็ได้แจ้งเตือนไปแล้ว แต่ถ้าหากทางผู้บริโภคที่เป็นชาวมุสลิมจะไปทานก็ไม่สามารถห้ามได้ แต่ผู้ที่ไปรับประทานก็ต้องรับผิดชอบตัวเขาเอง ด้านนางสาวเพ็ญดาว บุญชัย ฝ่ายพลาซ่า ห้างบิ๊กซี สาขากระบี่ กล่าวว่า ทางห้างรู้สึกยินดีที่ทางคณะกรรมการอิสลามฯเข้ามาตรวจสอบร้านอาหารมุสลิม เพื่อจะได้สร้างความมั่นใจกับลูกค้าที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งทางห้างก็ได้มีการคัดแยกภาชนะใส่อาหาร และที่ล้างภาชนะไว้อย่างชัดเจน ระหว่างที่ล้างจานไทยพุทธ และที่ล้างจานไทยมุสลิม เพื่อไม่ให้มีการปะปนกัน และขอยืนยันว่า ร้านอาหารมุสลิมภายในห้างบิ๊กซีนั้น ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการฮาลาลเรียบร้อยแล้ว และหลังจากนี้ จะมีการแยกโซนที่นั่งรับประทานอาหาร และนำเครื่องหมายฮาลาลมาติดไว้ที่หน้าร้าน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทราบทั่วกัน

---------------------------------------
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกระบี่

มุสลิมกับวันวาเลนไทน์

- ที่มาของวันวาเลนไทน์
เรื่องราวเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์นั้นก็เป็นเรื่องที่คลุมเครือ จะสืบหาประวัติอะไรที่แน่นอนก็ไม่ได้ ซึ่งก็ได้แต่สันนิษฐานกันไปตามคำบอกเล่าต่างๆ นาๆ ไม่มีต้นกำเนิดของเรื่องและความเป็นมาที่ชัดเจน ในหนังสือหลักๆเท่าที่สันนิษฐานกัน พอสรุปได้ว่าดังนี้
*-1-*วันวาเลนไทน์นี้เดิมเป็นการฉลองการเจริญพันธุ์ของพวกโรมันโบราณ ซึ่งเป็นการระลึกถึงเทพเจ้าลูเปอร์คุส (เทพแห่งการเจริญพันธุ์) ต่อมาภายหลังจึงได้รับเอาเข้ามาเป็นของคริสต์ศาสนา โดยโยงเข้ากับเรื่องการพลีชีพเพื่อศาสนาของนักบุญที่ชื่อวาเลนไทน์ ซึ่งมีวันฉลองใกล้กัน(ของเดิม 15 กุมภาพันธ์ ส่วนของนักบุญวันที่ 14 กุมภาพันธ์)
*-2-*ว่ากันว่า เซนต์วาเลนไทน์เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์ ซึ่งถูกประหารชีวิตในกรุงโรมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณ ค.ศ.269 หรือ 270 และมี 2 ท่านชื่อซ้ำกัน แต่ประวัติของทั้งสองท่านเป็นเรื่องเล่ากันมาแบบปรัมปรา ซึ่งแท้จริงแล้วอาจเป็นเรื่องที่เล่าต่างกัน แต่ตัวบุคคลเป็นคนเดียวกัน
*-3-*การฉลองวันวาเลนไทน์เริ่มมีขึ้นในสมัยกลางของยุโรป แต่การที่ถือว่าเซนต์วาเลนไทน์เป็นนักบุญผู้อุดหนุนคู่รัก เป็นเรื่องที่กลายมาในช่วงหลัง โดยถือว่าเป็นผู้ช่วยเหลือคนมีความรักที่ตกอยู่ในความทุกข์ถูกข่มบังคับ
*-4-*การที่วันที่ระลึกเซนต์วาเลนไทน์กลายมาเป็นวันแห่งความรักนั้นเป็นเรื่องบังเอิญ ซึ่งที่จริงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเซนต์วาเลนไทน์เลย แต่เรื่องมาโยงกันและกลายไป คงจะเนื่องจากชาวยุโรปสมัยกลางมีความเชื่อว่านกเริ่มฤดูผสมพันธุ์ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ การเขียนข้อความแสดงความรักส่งถึงกันในวันนี้ก็ว่าเริ่มมาแต่ปลายสมัยกลาง โดยถือว่าเป็นวันเริ่มฤดูผสมพันธุ์ของนกนั่นเอง (บ้างก็ว่าเริ่มในคริสต์ศตวรรษที่ 16) ส่วนในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการจัดทำการ์ดวาเลนไทน์เป็นธุรกิจในช่วง ค.ศ.1840-1849
*-5-*"วาเลนไทน์" คือวันที่ชาวคริสต์ใช้เป็นสัญญลักษณ์แทนความระลึกถึง "เซนต์วาเลนไทน์" บุรุษผู้มีความรัก ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์จนทำให้เขาต้องจบชีวิตตัวเอง และหนุ่มผู้มีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักนี้ ถูกประหารชีวิตเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ.270
เรื่องราวทั้งหมดก็มีอยู่ว่า ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 สมัยที่จักรพรรดิคลอดิอุสที่ 2 ปกครองอาณา-จักรโรมัน นักบุญวาเลนไทน์ซึ่งมีชื่อจริงว่า "วาเลนตินัส" เป็นผู้นำคริสเตียนที่มีความอาทรต่อเพื่อนมนุษย์เป็นอย่างมาก นักบุญผู้นี้มักลอบนำข้าวของเครื่องใช้และอาหารไปวางไว้หน้าประตูบ้านของคนยากจนเสมอๆ
เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่สมัยนั้นอาณาจักรโรมันเป็นสังคมเทวนิยมจึงมีกฎห้ามไม่ให้ชาวโรมันนับถือคริสต์ เมื่อเป็นเช่นนั้นทำให้วาเลนตินัสถูกทางการจับเข้าคุกโทษฐานที่เขาเป็นคริสเตียน
ครั้นพอเข้าไปอยู่ในคุก เขาก็บังเอิญไปพบรักกับหญิงตาบอดซึ่งเป็นลูกสาวผู้คุม วาเลนติ
นัสอธิษฐานต่อพระเจ้าขอให้ดวงตาของหญิงอันเป็นที่รักกลับมามองเห็นได้อย่างคนปกติทั่วไปอีกครั้ง แล้วคำขอก็สัมฤทธิ์ผล ทำให้ครอบครัวของหญิงคนนั้นหันมานับถือพระเจ้า และพระเยซูตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เมื่อจักรพรรดิทราบเรื่องก็โกรธมาก สั่งให้ทหารโบยวาเลนตินัสก่อนจะบัญชาการให้ทหารนำเอาตัวไปตัดศีรษะในตอนรุ่งเช้าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คืนสุดท้ายก่อนตาย เขาได้เขียนจดหมายอำลาคนรักลงท้ายว่า "จากวาเลนไทน์ของเธอ"
เรื่องราวของวาเลนตินัสเป็นที่ร่ำลือไปทั่วโลก เหตุการณ์ในครั้งนั้นได้สร้างความประทับใจให้กับคนทั้งโลกโดยเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ ดังนั้น ชาวคริสต์จึงถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์เพื่อระลึกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของหนุ่มนักบุญคนนี้
*-6-*วันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก เริ่มต้นขึ้นมาจากวันฉลองเพื่อระลึกถึงคริสเตียน 2 คนที่เสียสละเพื่อมนุษย์ ชื่อ วาเลนไทน์ (Valentine) แต่ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับวันนี้ ก็ไม่มีสิ่งไหนที่เกี่ยวพันถึงชีวิตของนักบุญเหล่านี้ ประเพณีนี้บางทีจะมาจากประเพณีโรมันโบราณที่เรียกว่า ลูเปอร์คาเลีย(Lupercalia)ชาวโรมันฉลองวันลูเปอร์คาเลียเป็นประเพณีแห่งความรักของหนุ่มสาว ชายและหญิงสาวจะเลือกคู่สำหรับประเพณีนี้โดยการเขียนชื่อตนใส่กล่องและจับฉลาก เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความรัก และปกติเขาจะยังคงติดต่อสัมพันธ์กันเป็นเวลานานหลังจากประเพณีนี้ผ่านไปแล้ว หลายคู่ก็จะลงเอยด้วยการแต่งงาน
หลังจากที่ความเป็นคริสเตียนแพร่หลายออกไป ชาวคริสเตียนก็พยายามที่จะให้ความหมายของประเพณีนี้ในแง่ของคริสเตียน และพวกเขาเปลี่ยนมาใช้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ แต่ความหมายตามความรู้สึกแบบประเพณีเก่าก็ยังคงมีมาถึงปัจจุบัน อธิบาย *-1-*
วันวาเลนไทน์เป็นวันเฉลิมฉลองเนื่องจากการรำลึกถึงพระเจ้าลูเปอร์คุส ของพวกโรมันโบราณต่อมาได้โยงเข้ากับเรื่องการพลีชีพของนักบุญที่ชื่อ "วาเลนไทน์" ซึ่งอยู่ในวันที่ใกล้เคียงกัน หากวันวาเลนไทน์มีที่มาจากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจริง นั่นเท่ากับว่าไม่อนุญาตให้มุสลิมคนใดมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทน์โดยเด็ดขาด เพราะถ้ามุสลิมคนใดมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในวันดังกล่าว ก็เท่ากับว่าเขามีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลองพิธีกรรมการรำลึกถึงพระเจ้าลูเปอร์คุสซึ่งเป็นพระเจ้าที่ชาวโรมันสมัยโบราณนับถืออยู่
ดังนั้น วันวาเลนไทน์ที่มาจากความเชื่อดังกล่าว จึงมิใช่เป็นเพียงวันที่ถูกกล่าวถึงวันแห่งความรักประการเดียว ทว่ายังเป็นวันที่รวมเอาความเชื่อ(อะกีดะฮ) ทางศาสนาของชาวโรมันโบราณเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ในหลักการของอิสลามได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนและรัดกุมว่า มุสลิมจะต้องไม่เคารพภักดีหรือเชื่อมั่นพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลอฮเท่านั้น
พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน
(وَاعْبُدُوا اللَّهَ وَلا تُشْرِكُوا بِهِ شَيْئاً ) (سورة النساء: من الآية 36)
ความว่า "และพวกท่านจงเคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮฺเถิด และพวกท่านจงอย่าตั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์" (อัน-นิสาอ์ : 36)
ประเด็นต่อมา ความเชื่อในการรำลึกถึงพระเจ้าลูเปอร์คุสถูกผนวกกับการพลีชีพเพื่อศาสนาของนักบุญที่ชื่อ "วาเลนไทน์" ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มุสลิมไม่สามารถร่วมกิจกรรมในวันวาเลนไทน์ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะมุสลิมคนใดก็ตามที่ร่วมฉลองวันวาเลนไทน์ เท่ากับว่าเขาได้ร่วมเฉลิมฉลองแสดงความรำลึกถึงนักบุญที่ชื่อว่าวาเลนไทน์ อีกทั้งยังแสดงความอาลัยต่อการจากไปของนักบุญผู้นั้นอันสืบเนื่องมาจากการพลีชีพเพื่อศาสนาของเขา เพราะหลักการของอิสลามมิได้บัญญัติถึงการอนุญาตให้ร่วมแสดงความอาลัยหรือเฉลิมฉลองให้แก่บุคคลสำคัญท่านใดทั้งสิ้น

อธิบาย *-2-*
เซนต์วาเลนไทน์เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์ซึ่งถูกประหารชีวิตในกรุงโรมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณ ค.ศ.269 หรือ 270 ด้วยสาเหตุข้างต้น จึงกลายมาเป็นวันวาเลนไทน์จวบจนถึงปัจจุบันนี้ หากข้อมูลข้างต้นคือที่มาอันถูกต้องของวันวาเลนไทน์แล้ว ศาสนาอิสลามก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมร่วมกิจจกรรมเกี่ยวกับวันดังกล่าว
พระองค์อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในคัมภีร์อัล-กุรอานว่า
(لَكُمْ دِينُكُمْ وَلِيَ دِينِ) (سورة الكافرون: 6)
ความว่า "สำหรับพวกท่านคือศาสนาของท่าน และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน" (อัล-กาฟิรูน : 6)
ประการถัดมา เซนต์วาเลนไทน์เป็นผู้พลีชีพเพื่อศาสนาคริสต์ ซึ่งถูกประหารชีวิตที่กรุงโรม เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณ ค.ศ.269 หรือ 270 แสดงให้เห็นว่านักบุญวาเลนไทน์เกิดก่อนท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ประมาณ 300 ปี เพราะท่านนบีเกิดประมาณ ค.ศ.570 แสดงว่าท่านน่าจะต้องทราบเรื่องราวของนักบุญวาเลนไทน์อยู่บ้าง เพราะผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ที่อาศัยอยู่ในเมืองมักกะฮฺและมะดีนะฮมีจำนวนมากมาย แต่ไม่พบหลักฐานว่าท่านสั่งให้บรรดามุสลิมที่อยู่ร่วมกับท่าน(คือบรรดเศาะหาบะฮ) ทำการเฉลิมฉลองวันแห่งความรักดังกล่าว ใช่แต่เท่านั้น ท่านยังกำชับให้บรรดามุสลิมออกห่างจากการเลียนแบบชนกลุ่มอื่น โดยเฉพาะยะฮูดีย์(ยิว)และนัศรอนีย์(คริสเตียน)ไว้อีกด้วย ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า "ไม่ใช่พวกเรา ผู้ที่เลียนแบบแนวทางอื่นไปจากเรา พวกท่านอย่าได้เลียนแบบตามพวกยะฮูดีย์และนัศรอนีย์(ยิวและคริสต์)" (อัต-ติรมิซีย์ : 2695)


อธิบาย *-3-*
การฉลองวันวาเลนไทน์เริ่มขึ้นในสมัยกลางของยุโรป แต่เซนต์วาเลนไทน์ซึ่งเป็นนักบุญผู้อุดหนุนคู่รักกลายมาในช่วงหลัง โดยถือว่าเป็นผู่ช่วยเหลือบุคคลที่มีความรักซึ่งตกอยู่ในความทุกข์และถูกขู่บังคับ หากข้อมูลข้างต้นเป็นที่มาที่ถูกต้องของวันวาเลนไทน์ ศาสนาก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมร่วมกิจจกรรมในวันดังกล่าวด้วยเช่นกันเพราะนักบุญวาเลนไทน์เป็นผู้อุดหนุนคู่รัก และช่วยเหลือบุคคลที่มีความรักให้สมหวัง หรือช่วยให้ผู้ที่มีความรักที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์ได้รับความสุข ด้วยเหตุดังกล่าว วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปีจึงเป็นวันแห่งความรัก อันสืบเนื่องมาจากนักบุญวาเลนไทน์ได้ช่วยเหลือบุคคลที่มีความรัก หากมุสลิมร่วมฉลองในวันดังกล่าวก็เท่ากับว่าเห็นด้วยกับแนวคิดของนักบุญวาเลนไทน์ในการให้บุคคลที่มีความรักได้สมหวัง แต่อิสลามสอนให้มุสลิมเห็นด้วยกับแนวทางที่มาจากพระองค์อัลลอฮฺ และแนวทางที่มาจากท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เท่านั้น ส่วนแนวทางที่มิได้มาจากพื้นฐานทั้งสองถือว่าจำเป็นต้องละทิ้ง ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า "สิ่งใดก็ตามที่ฉันสั่งใช้พวกท่าน พวกท่านจงยึดมั่นสิ่งนั้นไว้ และสิ่งใดก็ตามที่ฉันห้ามพวกท่าน พวกท่านจงละทิ้งสิ่งนั้นเสีย" (อิบนุ มาญะฮฺ : 1-2)
ประการต่อมา อิสลามไม่อนุมัติให้เชื่อฟังและปฎิบัติตามแนวความคิดของบรรดานักพรต บาทหลวง หรือผู้นำของศาสนาอื่นได้เลย
ท่านอะดีย์ บุตรของหาติม กล่าวว่า "ฉันมาหาท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ขณะที่ฉันสวม(สร้อยคอ)ไม้กางเขนซึ่งทำมาจากทองที่คอของฉันเมื่อท่านนบีเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวแก่ฉันว่า "โอ้อะดีย์ท่านจงโยนรูปเจว็ดนั้นทิ้งไปเสียเถิด!" จากนั้นฉันได้ยินท่านนบีอ่านอายะฮฺในสูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ ว่า
(اتَّخَذُوا أَحْبَارَهُمْ وَرُهْبَانَهُمْ أَرْبَاباً مِنْ دُونِ اللَّهِ ) (سورة التوبة: من الآية 31)
ความว่า "พวกเขาได้ยึดเอาบรรดาพวกนักพรต(นักปราชญ์ของยิว) และบรรดาบาทหลวง(ของคริสเตียน) ของพวกเขาเป็นพระเจ้าอื่นจากพระองค์อัลลอฮฺ" (อัต-เตาบะฮฺ : 31)
แล้วท่านนบีกล่าวต่ออีกว่า "พึงทราบเถิดว่า แท้จริงพวกเขามิได้เคารพบรรดาบาทหลวงของพวกเขาหรอก แต่ทว่าเมื่อพวกเขา(หมายถึงนักปราชญ์ของยิว และบรรดาบาทหลวงของคริสเตียน)ทำสิ่งหนึ่งให้เป็นที่อนุมัติแก่พวกท่าน พวกท่านก็ทำให้สิ่งนั้นเป็นที่อนุมัติไปด้วย และเมื่อพวกเขาทำให้สิ่งหนึ่งเป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกท่าน พวกท่านก็จะทำให้สิ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามไปด้วย" (อัต-ติรมิซีย์ : 3095)
คำกล่าวของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า สิ่งใดก็ตามที่มาจากนักปราชญ์ของยิวหรือบรรดาบาทหลวงของคริสเตียน หรือบรรดาผู้นำจากศาสนาอื่นๆ ซึ่งเป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเขา มุสลิมจะนำมาปฏิบัติไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะการปฏิบัติตามพวกเขาถือเสมือนหนึ่งว่าได้ไปเคารพภักดีพวกเขาแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่แสดงภาพแห่งความเคารพด้วยท่าทางก็ตาม แต่เป็นการเคารพทางความคิดที่ถูกกลั่นกรองมาจากพื้นฐานเดิมของศาสนาที่พวกเขานับถืออยู่ ดังที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้สั่งให้ท่านอะดีย์โยนสร้อยคอที่มีรูปไม้กางเขนทิ้ง เนื่องจากไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ถึงแม้ว่าท่านอะดีย์จะไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ก็ตาม แต่ประหนึ่งว่าท่านอะดีย์ได้เชื่อฟังคำสั่งของบาทหลวงของพวกเขาที่สั่งใช้ให้แขวนไม้กางเขนดังกล่าว ถ้าเช่นนั้นผู้เขียนขอถามมุสลิมว่า วันวาเลนไทน์มาจากแห่งใด? วันวาเลนไทน์มาจากตาสีตาสาตามท้องไร่ท้องนาใช่ไหม? บุคคลที่กำหนดวันวาเลนไทน์คือบุคคลที่เลี้ยงแพะเลี้ยงแกะใช่ไหม?
ฉะนั้น จึงไม่ต้องตั้งคำถามอีกแล้วว่า มุสลิมจะร่วมกิจกรรมในวันวาเลนไทน์ได้หรือไม่? เพราะผู้เขียนเชื่อว่าพี่น้องมุสลิมทุกท่านคงตอบคำถามข้างต้นนี้ได้ทุกคน

อธิบาย *-4-*
การฉลองวันวาเลนไทน์เป็นเรื่องบังเอิญซึ่งไม่เป็นความจริง เพียงแต่ไปผนวกไว้กับช่วงที่นกเริ่มฤดูผสมพันธุ์ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวยุโรปในสมัยกลาง
หากข้อสันนิษฐานข้างต้นคือที่มาของวันวาเลนไทน์ที่แท้จริงแล้ว ศาสนาอิสลามไม่อนุญาตให้มุสลิมคนใดเข้าร่วมกิจกรรมในวันนั้นอย่างเด็ดขาด
ประการแรก มุสลิมจะไม่เชื่อโชคลางใดๆทั้งสิ้น ไม่เชื่อว่าเมื่อนกผสมพันธุ์กันในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะกลายเป็นวันแห่งความรักของมนุษย์ด้วย
ประการที่สอง มุสลิมจะต้องมอบหมายตนต่อพระองค์อัลลอฮเพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่อนุญาตให้มุสลิมมอบหมายตนยังสิ่งอื่น หรือมีความเชื่อต่อวันและเวลาอย่างเด็ดขาด ยกตัวอย่างเช่น หากมุสลิมผู้หนึ่งกล่าวอ้างว่า ถ้าแต่งงานในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก ชีวิตคู่ของบ่าวสาวภายหลังจากนั้นจะมีแต่ความสุขสดชื่นตลอดไป ตามหลักการถือว่ามุสลิมผู้นั้นได้ตั้งภาคีต่อพระองค์อัลลอฮแล้ว เนื่องจากเขาถือชีวิตคู่จะมีความสุขไม่ได้นอกจากจะต้องแต่งงานกันในวันที่ 14 กุมภาพันธ์เท่านั้น เช่นนี้ถือว่ามุสลิมผู้นั้นมิได้มอบหมายตนต่อพระองค์อัลลอฮ แต่มอบหมายตนต่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์แทน
ประการที่สาม ศาสนาก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมทำการอวยพรหรือแสดงความยินดีสำหรับผู้ที่แต่งงานในวันวาเลนไทน์ด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าสนับสนุนและส่งเสริมให้บุคคลอื่นมีความเชื่อต่อวันดังกล่าวว่าเป็นวันแห่งความดีงามและจะมีความรักอันยั่งยืนตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ (ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด)
ประการที่สี่ เนื่องจากชาวยุโรปในสมัยกลางมีความเชื่อว่านกเริ่มผสมพันธุ์ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์จึงผนวกเข้ากับวันวาเลนไทน์ ซึ่งถือว่าเป็นวันแห่งความรักจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เช่นนี้เองศาสนาจึงไม่อนุญาตให้มุสลิมร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว เพราะถือว่าไปนำแบบอย่างของศาสนาอื่นมาปฏิบัติ ซึ่งท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า "บุคคลใดที่เลียนแบบกลุ่มชนอื่น ดังนั้นเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย" (อบู ดาวูด 4031)

อธิบาย *-5-*
ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ถือว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นวันวาเลนไทน์ เพื่อระลึกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของนักบุญที่ชื่อ วาเลนตินัส เช่นนั้นศาสนาอิสลามก็ไม่อนุมัติให้มุสลิมร่วมกิจกรรมดังกล่าว
ประการแรก การกำหนดวันวาเลนไทน์นั้นมาจากศาสนาคริสต์ ซึ่งท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวสำทับต่อบรรดามุสลิมว่า "พวกท่านจงอย่าเลียนแบบตามชาวยะฮูดีย์(ยิว) และชาวนัศรอนีย์(คริสเตียน)" (อ้างแล้ว) ฉะนั้น มุสลิมจึงต้องเข้มงวดในเรื่องการไม่ปฎิบัติตามพฤติกรรมที่มีพื้นฐานความเชื่อมาจากศาสนาอื่น
ประการที่สอง ศาสนาจะอนุญาตให้ปฏิบัติตามแนวทางของศาสนาอื่นได้ โดยมีเงื่อนไขว่าท่านนบีจะต้องเป็นผู้อนุมัติสิ่งนั้นเสียก่อน หรือท่านนบีปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่าง เช่น การถือศีลอดในวันที่ 10 เดือนมุหัรร็อม ซึ่งครั้งหนึ่งนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เดินทางกลับมายังเมืองมะดีนะฮฺ ก็พบว่าพวกยิวกำลังถือศีลอดอยู่ ท่านนบีจึงเอ่ยถามขึ้นว่า พวกท่านถือศีลอดอะไรกัน? พวกเขาตอบว่า วันนี้(หมายถึงวันที่ 10 มุหัรร็อม ) พระองค์อัลลอฮฺทรงช่วยเหลือนบีมูซา(โมเสส)ในวันดังกล่าว ส่วนฟิรเอาน์จมน้ำสิ้นชีวิต(ในวันนั้นด้วย) ดังนั้นท่านนบีมูซาจึงถือศีลอดในวันดังกล่าวเพื่อขอบคุณ(ต่อพระองค์อัลลอฮฺ) ท่านนบีจึงกล่าวขึ้นว่า เรามีสิทธิต่อท่านนบีมูซามากกว่าพวกท่าน และท่านนบีจึงได้กำชับให้บรรดามุสลิมถือศีลอดกันในวันนั้น
ถึงแม้ว่าท่านนบีจะกำชับให้ถือศีลอดในวันดังกล่าว แต่ทว่าท่านก็ยังได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติตัวของมุสลิมชาวยิว โดยให้บรรดามุสลิมถือศีลอดในวันที่ 9 มุหัรร็อมเพิ่มอีกหนึ่งวัน และท่านนบียังตั้งเจตคติไว้ว่า เมื่อถึงเดือนมุหัรร็อมในปีหน้าจะถือศีลอดในวันที่ 9 เพิ่มอีกวันหนึ่ง ครั้นยังไม่ถึงปีหน้าท่านนบีก็สิ้นชีวิตเสียก่อน จึงเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ส่งเสริมให้บรรดามุสลิมถือศีลอดในวันที่ 9 และ 10 ของเดือนมุหัรร็อมรวมเป็นสองวัน ซึ่งต่างจากชาวยิวที่ถือศีลอดเพียงวันเดียว

สรุป
จากรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด พอที่จะสรุปให้เป็นบทเรียนและเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้

1. มุสลิมจะต้องไม่นำสิ่งอื่นที่มิใช่อิสลาม หรือนำระบอบการดำเนินชีวิตอื่นจากอิสลามมาปฏิบัติ ดังที่พระองค์อัลลอฮได้ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า
(وَمَنْ يَبْتَغِ غَيْرَ الْإِسْلامِ دِيناً فَلَنْ يُقْبَلَ مِنْهُ ) (سورة آل عمران: من الآية 85)
ความว่า "และบุคคลใดก็ตามที่แสวงหาศาสนาอื่นจากศาสนาอิสลาม ศาสนานั้นจะไม่ถูกรับจากเขา (หมายความว่าพระองค์อัลลอฮจะไม่ทรงรับศาสนานั้นจากเขาเป็นอันขาด)" (อาล อิมรอน : 85)
ดังนั้นวิถีชีวิตของมุสลิมจะต้องดำเนินตามแนวทางของอิสลามเท่านั้น จะนำวิถีอื่นจากอิสลามมาปฏิบัติมิได้ หากมุสลิมไปปฏิบัติตามแนวทางอื่น แน่นอน การงานที่เขาปฏิบัตินั้นจะไม่ถูกตอบรับจากพระองค์อัลลอฮอย่างเด็ดขาด ดังที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ในอายะฮฺอัลกุรอานข้างต้น
2. ไม่อนุญาตให้มุสลิมเลียนแบบพฤติกรรมพวกยะฮูดีย์ และนัศรอนีย์ ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวเตือนไว้ว่า "แน่นอนอย่างยิ่ง พวกท่านจะปฏิบัติตามแนวทางของกลุ่มชนก่อนหน้าพวกท่านคืบตามคืบ ศอกตามศอก ตามจนกระทั่งว่า หากพวกเขาเข้าลงรูแย้ พวกท่านก็จะตามพวกเขาเข้ารูแย้เช่นกัน" บรรดาเศาะหาบะฮกล่าวถามว่า "พวกเราจะตามพวกยะฮูดีย์และนัศรอนีย์ใช่ไหม?" ท่านนบีตอบว่า "แล้วจะมีพวกไหนอีกล่ะ!" (อัล-บุคอรีย์ : 3269 มุสลิม : 2669)
คำกล่าวของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ข้างต้นได้ฉายภาพแห่งการเลียนแบบได้อย่างชัดเจนที่สุด มุสลิมจะเลียนแบบพวกยิว และคริสเตียนทุกย่างก้าว ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิบัติอย่างไร มุสลิมเก็บตกมาปฏิบัติจนเกือบหมดไม่เว้นแม้แต่วันวาเลนไทน์ซึ่งมาจากศาสนาคริสเตียนอันเป็นที่รู้กันดีอยู่ แต่มุสลิมก็ยังปฏิบัติตามพวกเขาอยู่ ทั้งๆที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวสำทับไว้อย่างหนักแน่นว่า อย่าเดินตามแนวทางของพวกเขาโดยเด็ดขาด เพราะมิเช่นนั้น แล้วภาพลักษณ์ของความเป็นมุสลิมจะหายไป แล้วมีมุสลิมกี่คนที่ตอบสนองต่อคำสอนและคำสำทับดังกล่าวนั้น
3. มุสลิมจะต้องดำเนินชีวิตอย่างคนแปลกหน้า ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า "แท้จริง อิสลามเริ่มต้นอย่างคนแปลกหน้า และจะหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่งอย่างคนแปลกหน้า ดังนั้นจงแจ้งข่าวดีกับคนแปลกหน้าเถิด(คนแปลกหน้าหมายถึง) บรรดาผู้ซึ่งฟื้นฟูแนวทางของฉันขณะที่ผู้คนทั้งหลายสร้างความเสื่อมเสียภายหลังจากฉัน(หมายถึงภายหลังจากที่ท่านนบีมุหัมมัดสิ้นชีวิตไปแล้ว)” (มุสลิม : 145, อะห์มัด : 16736 สำนวนนี้เป็นของท่าน)
ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กำลังจะบอกกับบรรดามุสลิมว่า ให้มุสลิมดำรงชีวิตเฉกเช่นคนแปลกหน้า แปลกหน้าในที่นี้หมายถึงให้ปฏิบัติตามแนวทางที่มาจากพระองค์อัลลอฮฺ และแนวทางที่มาจากท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในการใช้ชีวิตประจำวัน

----------------------------------------
พระองค์คือพระผู้อภิบาลทั้งโลกนี้และโลกหน้า
ขอให้บ่าวของพระองค์ทุกคน "จงหลุดพ้นจากแนวทางที่พระองค์ทรงกริ้ว" ด้วยเถิด

อนุญาตให้สามีภรรยาไม่สวมเสื้อผ้าขณะนอนหรือไม่ และจะมีผลต่อเรื่องเฏาะฮาเราะฮฺ (ความสะอาด) อย่างไร

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่งเสมอ

อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า
(وَالَّذِينَ هُمْ لِفُرُوجِهِمْ حَافِظُونَ ، إِلَّا عَلَى أَزْوَاجِهِمْ أوْ مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُهُمْ فَإِنَّهُمْ غَيْرُ مَلُومِينَ) (المؤمنون : ٥-6 )
“และบรรดาผู้ที่สงวนอวัยวะเพศของพวกเขา เว้นแต่กับบรรดาภรรยาของพวกเขา หรือกับสตรีใต้การครอบครองของพวกเขา (ทาสี) ซี่งในกรณีเช่นนั้นพวกเขาจะไม่ถูกตำหนิ” [อัลมุอฺมินูน 23:5-6]

อิมาม อิบนุ หัซมฺ رحمه الله กล่าวว่า
อัลลอฮฺทรงใช้ให้พวกเราสงวนอวัยวะเพศ ยกเว้นกับบรรดาภรรยาของพวกเราหรือกับสตรีที่อยู่ใต้อำนาจของพวกเรา (ทาสี) ซึ่งจะไม่ถูกตำหนิในกรณีนั้น นี่เป็นการกล่าวถึงอย่างกว้างๆ ซึ่งหมายรวมทั้งการมอง การสัมผัส และการคลุกคลีปะปนกัน (อัลมุหัลลา, 9/165)

สำหรับหลักฐานจากซุนนะฮฺ มีรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ และฉันเคยอาบน้ำญะนาบะฮฺจากภาชนะซึ่งถูกวางไว้ระหว่างฉันกับท่าน ท่านเร่งรีบตักจนฉันกล่าวว่า “เหลือไว้สำหรับฉันบ้าง เหลือไว้สำหรับฉันบ้าง” (บันทึกโดย อัลบุคอรี, 258; มุสลิม, 321 ในสำนวนนี้บันทึกโดยมุสลิม)

อัลหาฟิซ อิบนุ หะญัร กล่าวว่า อัลดาวุดี ใช้หลักฐานนี้บอกว่าเป็นที่อนุมัติให้ชายมองเอาเราะฮฺของภรรยาและอนุมัติให้หญิงมองเอาเราะฮฺของสามี และได้รับการสนับสนุนโดยรายงานจาก อิบนุหิบบาน จาก สุลัยมาน อิบนุ มูซา ซึ่งถูกถามเกี่ยวกับการที่ผู้ชายมองอวัยวะเพศของภรรยา เขากล่าวว่า ฉันได้ถาม อะฏออ์ แล้วเขากล่าวว่า ฉันได้ถามท่านหญิงอาอิชะฮฺ และนางได้กล่าวถึงหะดีษนี้ อัลหาฟิซกล่าวว่า นี่คือรายงานที่เจาะจงสำหรับเรื่องนี้เลยทีเดียว

ยังมีหะดีษอีกบทหนึ่ง ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “จงรักษาเอาเราะฮฺของท่าน ยกเว้นกับบรรดาภรรยาและสตรีผู้อยู่ใต้อำนาจของพวกท่าน” (บันทึกโดย อบูดาวูด, 4017; อัตติรมิซี, 2769 หะดีษนี้อยู่ในระดับหะซัน; อิบนุมาญะฮฺ, 1920; รายงานโดย มุอัลละกอ โดย อัลบุคอรี, 1/508) อัลหาฟิซ อิบนุ หะญัร กล่าวเกี่ยวกับหะดีษนี้ว่า สำหรับข้อความ “ยกเว้นสำหรับภรรยาของพวกท่าน” หมายถึง อนุญาตให้ภรรยามองเอาเราะฮฺของสามีและอนุญาตให้สามีมองเอาเราะฮฺของภรรยา

อิบนุ หัซมฺ กล่าวว่า เป็นที่หะลาลสำหรับผู้ชายในการมองอวัยวะเพศหญิงของภรรยาและทาสีของเขา ซึ่งเป็นบุคคลที่เขาได้รับอนุญาตให้มีเพศสัมพันธ์ และเป็นที่อนุญาตให้พวกนางมองอวัยวะเพศของเขา ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับเรื่องนั้น หลักฐานของเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีถึงรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ ท่านหญิงอุมมุสะละมะฮฺ และท่านหญิงมัยมูนะฮฺ เหล่ามารดาของผู้ศรัทธา (ขออัลลอฮฺทรงพอพระทัยพวกนาง) ซึ่งรายงานว่าพวกนางเคยอาบน้ำญะนาบะฮฺร่วมกับท่านร่อซูลุลลอฮฺ

เพื่อทำความสะอาดจากหะดัษใหญ่ ในภาชนะหนึ่ง รายงานจากท่านหญิงมัยมูนะฮฺชี้ให้เห็นชัดเจนว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ไม่ได้ปกปิดร่างกาย เพราะรายงานของนางระบุว่า “ท่านจุ่มมือลงในภาชนะแล้วเทน้ำลงบนอวัยวะเพศแล้วชำระล้างมันด้วยมือซ้ายของท่าน” ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตามความคิดเห็นส่วนน้อยของบางคน เป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้เพิกเฉยบางคนที่ต้องการสร้างความยากลำบากโดยการอนุมัติให้มีเพศสัมพันธ์แต่ห้ามมองอวัยวะเพศ (อัลมุหัลลา, 9/165)

ชัยคฺ อัลอัลบานี กล่าวว่า การห้ามมองนั้นหมายถึงห้ามมองในสิ่งที่จะนำสู่เพศสัมพันธ์ที่หะรอม ดังนั้น เมื่ออัลลอฮฺทรงอนุมัติให้สามีมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาได้แล้ว การที่พระองค์จะทรงห้ามเขามองอวัยวะเพศของนางนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สอดรับกัน เป็นไปไม่ได้ (อัสสิลสิละฮฺ อัฎฎออีฟะฮฺ, 1/353)

เกี่ยวกับเฏาะฮาเราะฮฺ (ความสะอาด) ในกรณีนี้ การโอบกอดขณะนอนหลับ ตราบใดที่มิได้ทำให้หลั่งน้ำมะนียฺ (อสุจิ) หรือมีเพศสัมพันธ์ ก็ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำญะนาบะฮฺ

แต่ถ้ามีการหลั่งน้ำมะซียฺ (น้ำเมือกใสที่หลั่งเองเมื่อเกิดอารมณ์ทางเพศ) ทั้งสองต้องชำระล้างอวัยวะเพศและอาบน้ำละหมาด
และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

***อัล กุรอานเป็นศูนย์กลาง***

อัลกรุอานเป็นศูนย์กลาง
มนุษย์เกิดมาบนโลกนี้จำเป็นต้องมีมุมมองที่ถูกต้องและดำเนินชีวิตไปตามมุม มองดังกล่าว อย่างมิอาจผิดพลาดมิได้ ความจำเป็นต้องมีสายตาที่แม่นยำในการมองโลกอย่างถูกต้องนี้เอง ทำให้มนุษย์ต้องแสวงหาวิธีการมองที่ถูกต้อง การสร้างวิสัยทัศน์(Vision)ที่ แม่นยำและถูกต้อง ในทรรศนะของอิสลามนั้น คือการสร้างวิสัยทัศน์ที่ได้รับจากพระผู้สร้าง นี่คือความมั่นใจทางเดียวที่มีต่อทางเลือกต่างๆ

أَلَا يَعْلَمُ مَنْ خَلَقَ وَهُوَ اللَّطِيفُ الْخَبِيرُ
พระผู้ทรงสร้างจะมิทรงรอบรู้ดอกหรือ? พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนผู้ทรงตระหนักยิ่ง(67:14)

พลังอำนาจที่ซ่อนเร้นในอัลกุรอาน
อัล กุรอานได้ถูกนำมาใช้เพื่อพลิกประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติโดยชายที่ชื่อว่ามุฮัม มัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม สิ่งนี้สร้างความพิศวงให้กับบรรดานักประวัติศาสตร์ แน่นอนที่สุดในอัล กุรอานย่อมมีพลังซ่อนเร้นบางอย่างที่ยิ่งใหญ่อยู่

لَوْ أَنْزَلْنَا هَذَا قُرْآنَ عَلَى جَبَلٍ لَرَأَيْتَهُ خَاشِعًا مُتَصَدِّعًا مِنْ خَشْيَةِ الَّلهِ
หากเราประทานอัล กุรอานนี้ลงมาบนภูเขาลูกหนึ่ง แน่นอนเจ้าจะเห็นมันนอบน้อมแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยความเกรงกลัวอัลลอฮฺ(59:21)
ด้วย อำนาจของอัล กุรอาน มันจึงกลายเป็นคัมภีร์ที่มีพลังอำนาจอย่างยิ่งในการสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อ อารยธรรมของมนุษย์ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม ได้กล่าวว่า
إِنَّ اللَّهَ يَرْفَعُ بِهَذَا الْكِتَابِ أَقْوَامًا وَيَضَعُ بِهِ آخَرِينَ
แท้จริง อัลลอฮฺได้ยกกลุ่มชนต่างๆด้วยคัมภีร์เล่มนี้ และได้ทำให้กลุ่มชนอื่นๆตกต่ำด้วยคัมภีรเล่มนี้ (รายงานโดยมุสลิม)

ความใฝ่ฝันแบบอัลกุรอาน
อัล กุรอานได้ประกาศเป้าหมาย เจตนา ไว้อย่างแน่วแน่ ว่ามันต้องการเป็นคำตอบของมนุษยชาติ และนำพามนุษย์ไปสู่ทางรอดและความผาสุข
كِتَابٌ أَنزَلْنَاهُ إِلَيْكَ لِتُخْرِجَ النَّاسَ مِنَ الظُّلُمَاتِ إِلَى النُّورِ ...
คัมภีร์เล่มหนึ่งที่เราได้ประทานลงมาแก่เจ้า(มุฮัมมัด)‘เพื่อให้เจ้านำมนุษย์ออกจากความมืดมนทั้งหลายสู่ความสว่าง…’(14.1)
وَنُنَزِّلُ مِنَ الْقُرْآنِ مَا هُوَ شِفَاءٌ وَرَحْمَةٌ لِلْمُؤْمِنِينَ
และเราได้ให้ส่วนหนึ่งจากอัล กุรอานลงมา ซึ่งเป็นการบำบัดและความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา(17:84)

มนุษย์แห่งอัลกุรอาน
อัล กุรอานต้องการหล่อหลอมมนุษย์ให้เป็นมนุษย์แห่งอัล กุรอาน(Qur’anic Man) เป็นทั้งความคิดความอ่าน อารมณ์ ความรู้สึก อิริยาบทการเคลื่อนไหว มนุษย์คนแรกที่ถูกหลอมให้กลายเป็นบุคลิกดังกล่าวคือท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัมเมื่อครั้งที่ท่านหญิงอาอีชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา ถูกถามถึงบุคลิกภาพของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม ท่านหญิงตอบว่า
كَانَ خُلُقُهُ الْقُرْآنَ
บุคลิกของท่าน(นบีมุฮัมมัด)ก็คืออัลกุรอาน (เศาะฮีฮฺ อัล อดับ 234 โดยอัล อัลบานียฺ)
บุคลิกแห่งอัลกุรอานของท่านนบีนั้น ถูกสร้างขึ้นมาเป็นแบบให้กับผู้ดำเนินตามท่านในทุกยุคทุกสมัย
لقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ
โดยแน่นอน ในผู้นำสาส์นของอัลลอฮฺมีแบบอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว (33.21)

ยุทธศาสตร์ของอัลกุรอาน
อัล กุรอานจึงบรรจุอุดมการณ์ที่มนุษย์แห่งอัลกุรอานจะต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อมัน ชายคนหนึ่งได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม ว่า
الرَّجُلُ يُقَاتِلُ حَمِيَّةً وَيُقَاتِلُ شَجَاعَةً وَيُقَاتِلُ رِيَاءً فَأَيُّ ذَلِكَ فِي سَبِيلِ اللَّهِ .
คน หนึ่งที่ได้ต่อสู้เพื่อพวกพ้อง คนหนึ่งที่ได้ต่อสู้เพื่อความกล้าหาญ คนหนึ่งที่ได้ต่อสู้เพื่อโอ้อวด คนใดเล่าต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม ตอบว่า
‏ ‏ مَنْ قَاتَلَ لِتَكُونَ كَلِمَةُ اللَّهِ هِيَ الْعُلْيَا فَهُوَ فِي سَبِيلِ اللَّهِ
คนที่ต้องสู้เพื่อให้พระดำรัสของอัลลอฮฺสูงส่ง คือผู้ที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ (รายงานโดยอัล บุคอรีย)
ตลอดระยะเวลาการต่อสู้ 23 ปีของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม ได้นำอัล กุรอานไปใช้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการต่อสู้เพื่อสร้างสังคมในอุดมคติของอัล กุรอาน


ดังนั้น ลักษณะพิเศษของอัล กุรอาน คือการทยอยลงมาเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะต่างๆ เพื่อให้สังคมเติบโตขึ้นโดยเป็นไปตามธรรมชาติ
وَقُرْآنًا فَرَقْنَاهُ لِتَقْرَأَهُ عَلَى النَّاسِ عَلَى مُكْثٍ وَنَزَّلْنَاهُ تَنْزِيلًا
และอัลกุรอาน เราได้แยกมันไว้อย่างชัดเจนเพื่อเจ้าจะได้อ่านมันแก่มนุษย์อย่างช้าๆ และเราได้ ประทานมันลงมาเป็นขั้นตอน (17:106)
แสดง ให้เห็นว่า อัล กุรอานจะถูกนำมาเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์ในรูปแบบที่เป็นระบอบ เป็นขั้นเป็นตอน เป็นการนำอุดมการณ์กำหนดใช้ในสภาพความเป็นจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปิดท้าย
อัล กุรอาน เป็นคัมภีร์ที่เก็บรวบรวมเอาวิวรณ์(วะหฺยุ)ที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม ได้รับมาจากพระผู้สร้าง ซึ่งมีหน้าที่กำหนดรูปแบบของวิสัยทัศน์ให้แก่มนุษย์เพื่อใช้ในการทำความเข้า ใจโลกและเพื่อจะได้ดำรงชีวิตอยู่ในโลกอย่างมีความหมาย
إِنَّ هَـذَا الْقُرْآنَ يِهْدِي لِلَّتِي هِيَ أَقْوَمُ
แท้จริง อัล กุรอานนี้ นำสู่ทางที่เที่ยงตรงยิ่ง (9:17)การฟื้นฟูประชาชาติมุสลิมในทุกวันนี้จึงเป็นการกำหนดโปรแกรมทั้งหมดเพื่อ เข้าถึงเนื้อหาและวิธีคิดแบบอัล กุรอาน เพื่อสร้างความผูกพันกับอัล กุรอาน และเพื่อแปรเปลี่ยนแนวคิดในอัล กุรอานสู่โลกที่ปฏิบัติได้จริง
นี่คือความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงมิได้ที่เราต้องนำอัล กุรอานมาเป็น“ศูนย์กลาง” ของทุกสิ่งทุกอย่าง

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Islamic?

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสำคัญศาสนาหนึ่งของโลก มีประชากรนับถือประมาณ 1,600 ล้านคน นับว่าเป็นจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับสองในโลก พื้นที่รวมของกลุ่มประเทศมุสลิมทั้งหมดประมาณ34,722,286 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่ลองจิจูด 141 องศาตะวันออก ทางด้านตะวันออกของเขตพรมแดนประเทศอินโดนิเซีย ทอดยาวไปจนถึงลองจิจูด 17.29 องศาตะวันตก ณ กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล (Senegal) ซึ่งอยู่ในภาคตะวันตกของทวีแอฟริกา จนถึงลุติจูด 55.26 องศาเหนือ บริเวณเส้นเขตแดนตอนเหนือของประเทศคาซัคสถาน ทอดยาวเรื่อยไปจนถึงเส้นเขตแดนทางตอนใต้ของประเทศแทนซาเนีย ที่ละติจูด 11.44 องศาใต้
ในโลกของเรานี้มีจำนวนประเทศกว่า 200 ประเทศ เป็นประเทศมุสลิมกว่า 67 ประเทศ ในประเทศไทยมีศาสนาอิสลามเข้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ศาสดาของศาสนาอิสลามในสมัยสุดท้ายของทางโลกคือ ศาสดามูฮัมหมัด

ศาสนาอิสลาม คือ ความศรัทธา ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติและจริยธรรม ซึ่งบรรดาศาสดา ที่อัลลอฮฺ ได้ประทานลงมาเป็นผู้นำ เพื่อมาสั่งสอนและแนะนำแก่มวลมนุษยชาติ สิ่งทั้งหมดเหล่านี้เรียกว่า ดีน หรือ ศาสนา นั่นเอง ผู้ที่มีความศรัทธาจะตระหนักอยู่เสมอว่า ชีวิตของเขาได้พันธนาการเข้ากับอำนาจสูงสุดของพระผู้ทรงสร้างโลก ในทุกสถานภาพของเขาจะรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้า และมอบหมายตนเองให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระองค์ตลอดเวลา เขาเป็นผู้มีจิตใจมั่นคงและมีสมาธิเสมอ
อิสลาม คือ รูปแบบการดำเนินชีวิตทีถูกกำหนดโดยผู้ที่รู้จุดกำเนิดของมนุษมากที่สุดก็คือผู้สร้าง..อัลลอฮฺ คำว่า"อัลลอฮฺ" แปลว่า พระเจ้า ซึ่งเป็นคำเรียกเฉพาะที่แยกออกจากคำในภาษาอาหรับอื่นๆที่มีความหมายว่า พระเจ้า อิสลามเป็นภาษาอาหรับ แปลว่า การสวามิภักดิ์
ซึ่งหมายถึงการสวามิภักดิ์อย่างบริบูรณ์แด่ อัลลอฮฺ
พระผู้เป็นเจ้า ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ อิสลาม มีรากศัพท์มาจากคำว่า อัส-สิลมฺ หมายถึง สันติ โดยนัยว่าการสวามิภักดิ์ต่อพระผู้เป็นเจ้าจะทำให้มนุษย์ได้พบกับสันติภาพทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนามนุษยชาติตลอดกาล ตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดของมนุษย์จนถึงปัจจุบันและอนาคต

บรรดาศาสนฑูต ในอดีตล้วนแล้วแต่ได้รับมอบหมายให้สอนศาสนาอิสลามแก่มนุษยชาติ ศาสนฑูตท่านสุดท้ายก็คือ ท่านนบีมูฮัมหมัด (ซล) บุตรของอับดุลลอฮฺ บินอับดิลมุฎฎอลิบ จากเผ่ากุเรชแห่งอารเบีย ได้รับมอบหมายให้เผยแพร่สาส์นของอัลลอฮฺในช่วงปี ค.ศ. 610-632 เฉกเช่นบรรพศาสนาในอดีต โดยมีมะลักญิบรีล เป็นสื่อระหว่างอัลลอฮฺ (พระผู้เป็นเจ้า)และมูอัมหมัด

พระโองการแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ทะยอยลงมาในเวลา 23 ปี ได้รับการรวบรวมขึ้นเป็นเล่มมีชื่อว่า อัล-กุรอาน ซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตมนุษย์ เพื่อที่จะได้ครองตนบนโลกนี้อย่างถูกต้องตามแนวทางแห่งอิสลามก่อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้าในศาสนาอิสลามนั้นไม่มีคำว่า นิกาย แต่จะใช้คำว่า มัซฮับ แทน (แปลว่า แนวทาง) เนื่องจากแนวทางในแต่ละแนวทางไม่ได้แตกต่างกันมากนักและเป็นสิงที่ศาสนะทูตเคยกระทำไว้ทั้งสิ้น..มันเป็นวิทยปัญาที่ว่าจะมีคนกระทำแบบอย่างของท่านทุกแบบอย่างจนถึงวันสิ้นโลก

หลักการศรัทธา
อิสลามสอนว่า ถ้าหากมนุษย์ พิจารณาด้วยสติปัญญาและสามัญสำนึกจะพบว่า จักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ มิได้อุบัติขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นที่แน่ชัดว่า สิ่งเหล่านี้ได้ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผู้สร้าง ด้วยอำนาจและความรู้ที่ไร้ขอบเขต ทรงกำหนดกฎเกณฑ์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไว้ทั่วทั้งจักรวาล ทรงขับเคลื่อนจักรวาลด้วยระบบที่ละเอียดอ่อน ไม่มีสรรพสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร้สาระ
พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างประเสริฐจะเป็นไปได้อย่างไร ที่พระองค์จะปล่อยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ไปตามลำพัง โดยไม่ทรงเหลียวแล หรือปล่อยให้สังคมมนุษย์ดำเนินไปตามยถากรรมของตัวเอง
พระองค์ทรงขจัดความสงสัยเหล่านี้ ด้วยการประทานกฎการปฏิบัติต่าง ๆ ผ่านบรรดาศาสดา ให้มาสั่งสอนและแนะนำมนุษย์ไปสู่การปฏิบัติ สำหรับการดำเนินชีวิต แน่นอนมนุษย์อาจมองไม่เห็นผล หรือได้รับประโยชน์จากการทำความดี หรือได้รับโทษจากการทำชั่ว ของตน
จากจุดนี้ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า ต้องมีสถานที่อื่นอีก อันเป็นสถานที่ตรวจสอบการกระทำของมนุษย์ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าเป็นความดีพวกเขาจะได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทน แต่ถ้าเป็นความชั่วก็จะถูกลงโทษไปตามผลกรรมนั้น ศาสนาได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่หลักการศรัทธา และความเชื่อมั่นที่สัตย์จริง พร้อมพยายามมผลักดันมนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความโง่เขลาเบาปัญญา
หลักศรัทธาอิสลาม
1.ศรัทธาว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้า
2.ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ของพระเจ้า
3.ศรัทธาในบรรดาศาสนฑูตต่างๆ ที่อัลลอฮฺได้ทรงส่งมายังหมู่มนุษย์ และนบีมูฮัมหมัด (ซล.) เป็นศาสนฑูตคนสุดท้าย
4.ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะฮฺ
5.ศรัทธาในวันสิ้นโลก
6.ศรัทธาว่าความดีความชั่วมาจากอัลลอฮฺ
หลักบัญญัติ(ปฏิบัติ)ของอิสลาม
1.การปฏิญานตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและมูฮัมหมัดเป็นศาสนฑูตของอัลลอฮฺ
2.ดำรงการละหมาด วันละ 5 เวลา
3.จ่ายซะกาต
4.ถือศีลอดในเดือนรอมาฎอรทุกปี
5.บำเพ็ญฮัจญ์ หากมีความสามารถ ณ นครมะกะห์ ประเทศซาอุดิอารเบีย