แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สามี (มืออาชีพ) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สามี (มืออาชีพ) แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สามี (มืออาชีพ) บทส่งท้าย

ผู้ชายบางคนเป็นคู่ครองได้ แต่เป็นสามีไม่ได้
บ้างก็เป็นสามีได้อย่างเดียว แต่เป็นคู่ครองแทบไม่ได้
แต่สำหรับสามีมืออาชีพแล้ว
ต้องเป็นทั้งสามีที่ดี และเป็นทั้งคู่ครองที่ประเสริฐด้วย

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

สามี (มืออาชีพ) ต้องให้ความยุติธรรมกับบรรดาภรรยา

ในยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มสูงว่าผู้ชายจะมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผู้เขียนคงไม่อธิบาย แต่ที่แน่ๆ หลักการอิสลามอนุมัติให้ผู้ชายมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน แต่ไม่เกินสี่คน ดังที่อัลลอฮฺ ซบ. ตรัสไว้ว่า “ดังนั้นสูเจ้าจงแต่งงานกับสตรีที่ดีในหมู่สูเจ้าสองคน หรือสามคน หรือสี่คน หากว่าสูเจ้ากลัวว่าจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ก็จงมีเพียงหญิงเดียวเท่านั้น”
อายะฮฺข้างต้นระบุชัดเจนว่า อนุมัติให้ผู้ชายมีภรรยามากกว่าหนึ่ง ซึ่งนัยยะแห่งความล้ำลึกแห่งภาษา อัลกุรฺอานระบุไว้ว่า “สูเจ้าแต่งงาน” นั่นหมายความว่า หากผู้ชายต้องการมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน จะต้องแต่งงาน (นิกาหฺ) ให้ถูกต้องตามหลักการศาสนา ไม่ใช่ไปมีกิ๊กคนที่สอง, สามหรือสี่ แล้วอ้างว่าศาสนาอนุญาตให้กระทำ หรือแอบไปมีภรรยาน้อย (โดยมิได้นิกาหฺ) แล้วอ้างว่าอิสลามอนุมัติให้มีได้ สิ่งข้างต้นถือว่าหัวหมอกับศาสนา ซึ่งไม่ใช่เจตนารมณ์ของศาสนาที่แท้จริง
ประเด็นถัดมา ศาสนาระบุเงื่อนไขเช่นกัน หากผู้ชายจะมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน เขาจะต้องให้ความเป็นธรรมในระหว่างภรรยาของเขา อาทิเช่น หากเขามีภรรยาสองคน จะต้องแบ่งวันที่อยู่ร่วมกับนางให้เท่ากัน ภรรยาคนแรกวันจันทร์ คนที่สองวันอังคาร แล้วก็สลับกันไปทำนองนี้เป็นต้น หากให้ความยุติธรรมไม่ได้ ศาสนาก็ระบุว่า เช่นนั้นมีคนเดียวก็พอแล้ว
ประเด็นต่อมา การจ่ายนะฟะเกาะฮฺก็จะต้องยุติธรรม และสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร, ค่าเครื่องนุ่งห่ม, ค่าที่อยู่อาศัย และอื่นๆ อีก หากไม่สามารถจ่ายนะฟะเกาะฮฺได้ หรือจ่ายนะฟะเกาะฮฺโดยลำเอียง เช่นคนแรกให้น้อยหน่อย อ้างว่าอยู่ด้วยกันมานานแล้ว ส่วนคนที่สองจ่ายมากหน่อย โดยอ้างว่าเพื่อเป็นกำลังใจให้นางเพราะกลัวว่าตนเองจะไม่จริงใจ ถ้าเช่นนี้ก็มีภรรยาเพียงคนเดียวเถิด ใช่แต่เท่านั้น ด้วยความไม่เป็นธรรมของสามีนี่เอง จะส่งผลต่อเขาในวันกิยามะฮฺ (วันแห่งการสอบสวน) อีกด้วย
ท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. กล่าวไว้ว่า “บุคคลใดที่เขามีภรรยาสองคน โดยเขาไม่สามารถให้ความยุติธรรมในระหว่างนางทั้งสอง เช่นนี้ในวันกิยามะฮฺเขาจะมาในสภาพที่เอียงไปครึ่งตัว (หมายถึงพิการไปครึ่งตัว)”
เอาละ! สามีคนใดที่ให้ความยุติธรรมในระหว่างภรรยาของตนไม่ได้ โปรดอย่าลืมว่าในวันกิยามะฮฺจะเดินมาในสภาพที่พิการไปครึ่งตัว เดินไปไหนมาไหนในวันกิยามะฮฺก็เที่ยวประจานตัวเองจนผู้อื่นรู้หมดเปลือกว่า นายคนนี้มีภรรยามากกว่าหนึ่งคนแล้วให้ความยุติธรรมไม่ได้ หากพูดภาษาง่ายๆ ถ้าอยู่ในโลกดุนยา น่าจะเดินเอาปีบคลุมหัวนั่นแหละ แต่สำหรับสามี (มืออาชีพ) คงไม่ประสบเช่นเดียวกับพวกเขา เพราะระดับมืออาชีพแล้ว จะมาเดินพิการครึ่งตัวในวันกิยามะฮฺคงเป็นไปไม่ได้ หรือผู้อ่านว่าไม่จริง !

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

สามี (มืออาชีพ) ต้องละทิ้งการโต้เถียงภรรยา

ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดของโลกใบนี้ หากมีมนุษย์อยู่ร่วมกันมากกว่าหนึ่งคน สิ่งที่ติดตามมาประหนึ่งเงาตามตัวคือ การขัดแย้งและบางครั้งก็ลุกลามไปถึงการโต้เถียง สุดท้ายลงไม้ลงมือกันก็มีให้เห็นด้วยสัจธรรมที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้ มนุษย์จึงต้องรับมือกับปัญหาการขัดแย้งและการโต้เถียงอย่างมีสติ ประเด็นที่ต้องจับตามองมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “สามีภรรยา” เพราะทั้งคู่ต้องอยู่และใช้ชีวิตร่วมกันมากที่สุดในฐานะที่เป็นมนุษย์ (ผมเชื่อเช่นนั้น) ดั่งคำโบราณว่า “ลิ้นกับฟันย่อมกระทบกันอยู่วันยังค่ำ” ฉะนั้น สามีภรรยาจะต้องแก้ปัญหาหรือรับมือการโต้เถียงกันอย่างมีสติ, มีเหตุมีผล และลงท้ายด้วยความสันติ (ขออภัยที่ต้องใช้คำว่าสันติ เพราะคำว่า “สันติ” มักถูกนำไปใช้เป็นเครื่องหมายโฆษณาอย่างพร่ำเพรื่อ) แทบไม่น่าเชื่ออิสลามรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าวชนิดที่เรียกว่าตำราตะวันตกต้องยกนิ้วโป้งให้ ท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. กล่าวไว้ว่า “ฉันรับประกันบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่รอบๆ สวรรค์ สำหรับบุคคลที่ละทิ้งการโต้เถียงถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้สัจจริงก็ตาม”
จงตรองดูเถิด กี่ครั้งที่สามีภรรยาโต้เถียงหรือทะเลาะกันแบบเอาเป็นเอาตาย? กี่ครั้งที่สามีภรรยาทะเลาะกันถึงขั้นไม่คุยกันไปหลายวัน? และกี่ครั้งแล้วที่สามีภรรยาโต้เถียงกันจนถึงขั้นหย่าร้างกัน? สัจธรรมของโลกใบนี้หลีกเลี่ยงการโต้เถียงไม่ได้ แต่สามีภรรยาจะรับมือกับปัญหาข้างต้นอย่างไรนั่นคือประเด็น อิสลามให้ทางออกแก่คู่สามีภรรยาหากประสบปัญหาการโต้เถียงโดยให้สามีหลีกเลี่ยงการโต้เถียงภรรยา ขอถามหน่อยเถอะว่า หากสามีโต้เถียงชนะภรรยา มีบุคคลใดหรือองค์กรมุสลิมใดมอบถ้วยรางวัล หรือมอบโล่ห์เกียรติยศให้แก่สามีผู้นั้น? เปล่าเลยทั้งสิ้น แต่รางวัลของสามีที่ชนะการโต้เถียงกับภรรยาจะได้รับคือ ความโกรธ และความหมางเมิน จากภรรยา การไม่พูดด้วยหลายวันหรืออาจลงเอยด้วยการหย่าร้าง แต่สำหรับสามี (มืออาชีพ) จะไม่ทำเช่นนั้น สามี (มืออาชีพ) จะต้องละทิ้งและหลีกเลี่ยงการโต้เถียงกับภรรยาของตนอย่างสุดความสามารถแม้ว่าพยายามแล้วแต่ก็ยังเกิดการโต้เถียง สามี (มืออาชีพ) ก็ต้องยอมเป็นฝ่ายแพ้หรือยอมจำนน แม้ว่าบางเรื่องที่โต้เถียงสามีจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม แต่ก็ขอยอมจำนนและมอบชัยชนะให้แก่ภรรยาไปโดยดุษฎี เพราะชัยชนะที่ได้รับหลังจากนั้นยิ่งใหญ่และสูงส่งกว่า นั่นคือความสบายใจ และความพอใจของภรรยา อีกทั้งยังส่งผลพลอยให้ภรรยากาศภายในบ้านอบอวลด้วยความร่มเย็น คล้ายๆ กับบรรยากาศฟ้าหลังฝนฉันใดก็ฉันนั้น

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

สามี (มืออาชีพ) จำเป็นจะต้องสอนศาสนาให้แก่ภรรยา

สามีที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีมืออาชีพ จำเป็นที่จะต้องสอนอิสลามให้แก่ภรรยาในสิ่งที่นางไม่รู้ หรือไม่เข้าใจหลักกการศาสนา เช่น นางนมาซไม่เป็น สามีก็ต้องสอนนมาซให้แก่นาง, หากนางไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเลือดประจำเดือน หรือการอาบน้ำญะนาบะฮฺ (หรืออาบน้ำยกหะดัษ) เป็นหน้าที่ของสามีจะต้องสอนสิ่งดังกล่าวให้แก่นางอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หากสามีไม่มีความสามารถจะสอนได้ ก็ต้องพานางไปเรียนตามสถาบัน หรือตามมัสญิดที่เปิดสอนอิสลาม หรือไม่ก็ต้องจ้างครูมาสอนอิสลามที่บ้านก็ได้  ทำไมจึงต้องทำเช่นนั้น? ก็เนื่องจากว่า ภรรยาตนเองจะได้ปฏิบัติตามหลักการของอิสลามอย่างครบถ้วนสมบูรณ์และปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามอัลกุรฺอาน และสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด ซล. นั่นเอง เมื่อนางเข้าใจศาสนา นางจะได้ไม่กระทำในสิ่งต้องห้าม (หะรอม) หรือสิ่งขัดกับหลักการอิสลาม ครั้นเมื่อนางอยู่ในร่องรอยของศาสนา นางก็จะรอดพ้นจากการลงโทษจากไฟนรก ณ วันแห่งการตอบแทน ดังที่อัลลอฮฺ ซบ. ตรัสไว้ว่า “โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงปกป้องตัวสูเจ้า และครอบครัวของสูเจ้าให้พ้นจากไฟนรก”
ด้วยการป้องกันมิให้ภรรยาของตนต้องถูกโทษในไฟนรกนี่เอง ทำให้สามีทุกคนตระหนักอย่างยิ่งยวดที่จะต้องทำให้ภรรยาที่ดี (ศอลิหฺ) เพียรพยายามให้ความรู้อิสลามแก่นางอย่างต่อเนื่อง เมื่อนางมีความรู้ศาสนา มีความเข้าใจศาสนา นางก็จะพัฒนาตนเองให้เป็นสตรีที่ดี เป็นภรรยาที่ดีสำหรับสามีของนาง โปรดอย่าลืมว่าสตรีหรือภรรยาที่ศอลิหฺนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดบนโลก (ดุนยา) นี้ ดังที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. กล่าวไว้ว่า “ดุนยา (โลกนี้) คือสิ่งเพริศแพร้ว ซึ่งสิ่งที่ดีแห่งความเพริศแพร้วคือ สตรีที่ดี (ศอลิหฺ) นั่นเอง”
เมื่อเป็นเช่นนี้ คงไม่มีสามีคนใดปฏิเสธคุณค่าแห่งการศึกษาอิสลามสำหรับภรรยาของตนอีกเป็นแน่แท้ ด้วยพลังแห่งการศึกษาสามารถหล่อหลอมจิตวิญญาณของภรรยาให้กลายเป็นภรรยาที่คงไว้ซึ่งคุณค่าชนิดที่เรียกว่า “งามอย่างมีคุณค่า” ของจริง อีกทั้งท่านนบี ซล. ยังรับประกันไว้ว่า สิ่งสวยงามบนโลกดุนยานี้ไม่ใช่อื่นใด เว้นไว้แต่สตรีหรือภรรยาที่ดี (ศอลิหฺ) เพียงประการเดียวเท่านั้น

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

สามี (มืออาชีพ) เตือนภรรยาทันที หากนางละเมิดหลักการศาสนา

หน้าที่หนึ่งสำหรับสามี (มืออาชีพ) ทุกคนจะละทิ้งไม่ได้ ซึ่งมีความสำคัญพอๆ กับการจ่ายนะฟะเกาะฮฺ (ค่าเลี้ยงดู) เลยทีเดียวนั่นคือ การตักเตือนภรรยาทุกครั้งที่รู้หรือเห็นนางกระทำความผิดหรือละเมิดหลักการศาสนา เพราะการที่ภรรยาละเมิดหลักการของศาสนาถือเป็นความรับผิดชอบของสามีด้วย เพราะสามีเป็นผู้นำครอบครัว เมื่อผู้อยู่ในครอบครัวกระทำ หรือละเมิดหลักการของศาสนา ผู้นำก็ต้องตักเตือน และชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องให้ภรรยาได้รับทราบ พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุงตนเองให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของศาสนาต่อไป
ท่านหญิงอาอิชะฮฺ (รอดิยั้ลลอฮุอั้นฮุ) เล่าว่า นางเคยกล่าวแก่ท่านนบีมุหัมมัด ซล. ว่า “พอเพียงแล้วสำหรับท่านนบี ซล. เกี่ยวกับนางเศาะฟียะฮฺ (ซึ่งเป็นภรรยาของท่านนบี ซล. คนหนึ่ง) ท่านนบี ซล. ก็กล่าวขึ้นทันทีว่า หากคำพูด (ประโยค) ข้างต้นนำไปผสมกับน้ำในทะเลแล้วไซร้ แน่นอนยิ่ง (ประโยคข้างต้น) จะทำให้น้ำในทะเลเน่าเสียอย่างแน่นอน”
คำสอนของท่านนบีมุหัมมัด ซล. สุดยอดเหนือความสุดยอดจริงๆ เพราะท่านนบี ซล. ชี้ประเด็นในฐานะของสามีซึ่งภรรยากำลังละเมิดหลักการของศาสนา ด้วยการละเมิดสิทธิของผู้อื่น นั่นหมายรวมว่า ฟิตนะฮฺ (ความวุ่นวาย) จะเกิดขึ้นหากไม่รีบห้ามปราม หรือไม่รีบตักเตือน ท่านนบีมุหัมมัด ซล. ทราบดีในฐานะของรสูล และในฐานะสามีว่า หากท่านยอมรับฟังท่านหญิงอาอิชะฮฺ (รอดิยั้ลลอฮุอั้ลฮุ) แม้ว่านางจะเป็นภรรยาที่ท่านพึงพอใจมากที่สุดก็ตาม แต่ความรัก ความสิเน่หามิอาจอยู่เหนือหลักการอิสลามโดยเด็ดขาด ท่านนบีมุหัมมัด ซล. ได้ตักเตือนท่านหญิงอาอิชะฮฺ (รอดิยั้ลลอฮุอั้ลฮุ) ทันทีโดยไม่หล่อยเวลาให้เนิ่นนานหรือปล่อยทิ้งค้างไว้หลายวัน แต่ท่านนบี ซล. พูดทันควันหลังจากที่นางพูดจบ ย่อมชี้ให้เห็นว่า เมื่อภรรยาละเมิดหลักการ ต้องไม่ปล่อยไว้เนิ่นนาน แต่ต้องรีบตักเตือนทันทีเมื่อทราบ หรือรู้ว่าภรรยากำลังจะทำความผิด
ประเด็นต่อมา ท่านนบี ซล. เปรียบเทียบคำพูดของท่านหญิงอาอิชะฮฺ (รอดิยั้ลลอฮุอั้ลฮุ) ด้วยภาพที่รุนแรง ทั้งๆ ที่ดูผิดเผินแล้วไม่น่าจะรุนแรงถึงเพียงนั้น แต่ทว่า การละเมิดสิทธิผู้อื่น (ภาษาศาสนาเรียกว่า “หักกุลอาดัม”) นั้น มีโทษที่หนักหน่วงหากไม่มีการขออภัย (มะอัฟ) ซึ่งกันและกัน ท่านนบี ซล. จึงเปรียบเปรยด้วยภาพที่รุนแรง ทั้งนี้เพื่อปรามท่านหญิงอาอิชะฮฺ (รอดิยั้ลลอฮุอั้ลฮุ) ซึ่งเป็นภรรยาว่า ทีหลังอย่ากล่าวถึงผู้อื่นในแง่ไม่ดี หรือในแง่ที่ทำให้ผู้อื่นเสียหายไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งผู้เขียนไม่ทราบว่า จะมีสามี (มืออาชีพ) สักกี่คนในปัจจุบันที่ยอมให้หลักการของอิสลามอยู่เหนือความรักที่มีต่อภรรยา, ไม่ยอมให้ความสิเน่หาต่อภรรยามีอิทธิพลเหนือความถูกต้องของอิสลาม? ผู้เขียนเชื่อว่าหากสามีคนใดอ่านหะดีษข้างต้นแล้ว คงต้องปรับปรุงตนเองให้มีความกล้าตักเตือนภรรยาทุกครั้งที่นางละเมิดหลักการศาสนาอย่างแน่นอน (อินชาอัลลอฮฺ)


ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

สามี (มืออาชีพ) ต้องสร้างความพึงพอใจให้แก่ภรรยาอยู่เสมอ

ในยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่ทุกคนต้องรีบเร่ง, แข่งขันกันจนกระทั่งว่า เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันยังไม่รู้จักกันเลยก็มีให้เห็นอยู่อย่างดาษดื่น สามีภรรยาบางคู่แทบจะพูดคุยกันน้อยลงเพียงเพราะธุรกิจรัดตัว ภายในบ้านเคยได้ยินเสียงหัวเราะต่อกระซิบของสามีภรรยาก็ถูกกลบด้วยเสียงพิมพ์คอมพิวเตอร์ที่ต้องเตรียมงานในวันถัดไป ดูๆ ไปแล้วการแสวงหาความสุข และการเย้าหยอก (สัพยอก) ระหว่างสามีภรรยาในยุคปัจจุบันเกิดขึ้นน้อยกว่าสามีหรือภรรยาเดินเข้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น (7 Eleven) เสียอีก ไม่ว่าโลกนี้จะหมุนไปเช่นไร แต่หลักการของอิสลามก็ยังคงได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องโดยไม่แยแสว่าสังคมในยุคนั้นจะเป็นเช่นไร?
ท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. กล่าวไว้ว่า “ไม่อนุญาตให้โกหก (อย่างเด็ดขาด) ยกเว้น 3 กรณี (เท่านั้น), (1) สามีโกหกภรรยาเพื่อทำให้นางเกิดความพึงพอใจ, (2) การโกหกในภาวะสงครามและ (3) การโกหกเพื่อทำให้เกิดผลดีในระหว่างผู้คน (ที่เขาทั้งสองกำลังทะเลาะกันอยู่)”
หะดีษข้างต้นระบุอย่างเหนือความคาดหมาย ความจริงการโกหกเป็นเรื่องใหญ่ โดยไม่ยินยอมให้มุสลิมมีพฤติกรรมการโกหกพกลมเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่า ระหว่างสามีภรรยา ศาสนากลับยกเว้นให้โกหกได้ เพียงเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กันและกัน, สุดยอดจริงๆ สำหรับคำสอนนี้ เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย แต่สิ่งข้างต้นกลับสร้างความรัก, ความผูกพันในระหว่างคู่ครองของตนเองได้เป็นอย่างดี หากสามี (มืออาชีพ) ลืมการโกหกกับภรรยา เพื่อทำให้ภรรยาเกิดความสบายใจแล้วไซร้ ชีวิตคู่ก็จะขาดรสชาติ เฉกเช่นก๋วยเตี๋ยวที่ขาดผงชูรสฉันนั้น
ลองดูตัวอย่างการโกหกที่ศาสนาอนุญาตให้กระทำดูบ้าง อาทิเช่น วันนี้เป็นวันหยุดของสามี, ภรรยาจึงออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อซื้อเครื่องปรุงต่างๆ มาทำอาหารให้สามีของนางรับประทาน นี่คือความตั้งใจดีของภรรยา ครั้นพอนางทำอาหารเสร็จยกสำรับมาให้สามีรับประทาน สิ่งที่ไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น นั่นคือ อาหารที่ภรรยาสุดที่รักปรุงมานั้นไม่อร่อยด้วยประการทั้งปวง สามีจะทำอย่างไรดี จะพูดความจริงก็ไม่ได้ เพราะนางจะเสียความรู้สึกที่ดีๆ ไป แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะอิสลามอนุญาตให้สามีโกหกภรรยาเพื่อเอาใจนางได้ สามีจึงปฏิบัติตามคำสอบของอิสลามทันที โดยกล่าวแก่นางว่า “วันนี้เธอปรุงอาหารอร่อยเป็นพิเศษ ซึ่งอร่อยกว่าทุกวันที่ผ่านมา” สามี (มืออาชีพ) ทุกคนเชื่อหรือไม่ว่า เพียงประโยคสั้นๆ ทำให้ใบหน้าของภรรยาเต็มไปด้วยความปิติและรอยยิ้ม ชนิดที่เรียกว่าไม่เคยเห็นนางยิ้มได้มีความสุขเหมือนวันนั้น ได้ผลดียิ่งกว่าซื้อของขวัญราคาแพงให้แก่นางเสียอีก หรือบางครั้งเราเองก็รู้ว่านางเริ่มเจ้าเนื้อขึ้น (หมายถึงอ้วนขึ้น) แต่สามีกลับกระซิบกับนางว่า “ช่วงนี้รู้สึกว่าเธอผอมลงไปนะ” (ทั้งๆ ที่หุ่นก็เหมือนเดิมนั่นแหละ) สามีทราบหรือไม่ว่า ประโยคข้างต้นแทบจำทำให้หัวใจของภรรยาพองโตจนนางยิ้มไม่ยอมหุยเลยทีเดียว
เห็นหรือไม่ว่า อิทธิพลแห่งการโกหกเพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ภรรยาจะคงไว้ซึ่งมหาอำนาจแห่งความสำเร็จเช่นนี้ ฉะนั้น สามีคนใดจะประกาศให้ก้องโลกว่า ตนเองขอเข้าชื่อเป็นสามีมืออาชีพสักคนหนึ่ง โปรดอย่าลืม “การโกหกให้ภรรยาพึงพอใจอยู่เสมอ” แต่ขอย้ำว่า การโกหกเฉพาะเรื่องความพึงพอใจ เช่น สามีกลับบ้านดึกเพราะจัดการเร่งให้ส่งงาน” (ทั้งๆ ที่ความจริงเขาไปเที่ยวกับเพื่อน) ถือเป็นการโกหกภรรยาเพื่อหลีกหนีความผิดของตนเอง ไม่ใช่โกหกเพื่อทำให้ภรรยาพึงพอใจ เช่นนี้ถือว่าสามีผู้นั้นมีความผิดฉะนั้น สามี (มืออาชีพ) โปรดแยกแยะให้ดีด้วย


ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

สามี (มืออาชีพ) ต้องเพิกเฉยข้อบกพร่องของภรรยา

สามี (มีออาชีพ) เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ในบางเรื่องเสียบ้าง ย่อมเป็นการสร้างความสุขในชีวิตคู่ได้ไม่น้อย เพราะหากสามีเพิกเฉยไม่ใส่ใจสิ่งบกพร่องบางประการของภรรยา ย่อมทำให้ชีวิตคู่สดชื่นอยู่ตลอดเวลา เมื่อสามีเห็นสิ่งไม่งามของนางบางอย่าง ก็ให้นึกถึงสิ่งดีๆ อย่างอื่นของนางเสียเถิด นี่คือสูตรสำเร็จของการครองเรือนก็ว่าได้
ท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. เคยกล่าวไว้ว่า “สามีอย่ารังเกียจภรรยาหากเขารังเกียจภรรยาด้วยนิสัยหนึ่ง (เช่นนี้ให้) เขาพอใจนิสัยอื่นของนางเถิด”
เห็นหรือไม่ว่า ศาสนาระบุให้สามี (มืออาชีพ) ใช้ชีวิตคู่โดยละทิ้งหรือเพิกเฉยนิสัยบางอย่าง หรือบางประการของภรรยา สามีบางคนเคยจับผิด หรือจดจำนิสัยบางอย่างที่ไม่ดีของภรรยาจนลืมไปว่านิสัยบางอย่างที่ดีๆ ของนางกลับถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย โปรดอย่าลืมว่า ไม่มีมนุษย์คนใด (ยกเว้นท่านนบีมุหัมมัด ซล.) ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือเพศชายที่สมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง หรือสมบูรณ์ทุกระเบียดนิ้วได้หรอก เมื่อยอมรับกฎเกณฑ์ที่เป็นจริงข้างต้น สามี (มืออาชีพ) ทุกคนก็ต้องคอยท่องจำคำนิยามข้างต้นให้ขึ้นใจ แล้วก้มหน้าก้มตาปฏิบัติหลักการของอิสลามที่รู้จักตัวตนของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี หลักการคือ มองข้ามนิสัยบางอย่างที่ไม่ดีซึ่งอยู่ในตัวภรรยาของตนเองเถิด ตัวอย่างเช่น ภรรยาของเราเป็นคนขี้บ่น บ่อยครั้งเข้าก็อาจจะรู้สึกรำคาญ แต่หลักการระบุว่าสามีอย่านึกถึงเฉพาะข้อเสียนั้น แต่ให้เขามองข้ามนิสัยขี้บ่นของนางเสีย แล้วนึกแต่นิสัยดีๆ ของนาง กล่าวคือนางเป็นคนใจบุญชอบเศาะดะเกาะฮฺ หรือนางปรุงอาหารได้อร่อยกว่าร้านอาหารดังๆ เช่นนี้แหละ สามีจะสามารถพังกำแพงแห่งความล้มเหลวในชีวิตของตนเองได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

"สามีมืออาชีพ" ต้องสร้างความรักความอบอุ่นให้แก่ภรรยา

สามี (มืออาชีพ) ต้องสร้างความรักความอบอุ่นให้แก่ภรรยา
ระหว่างสามีภรรยา สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่สามีมักจะเพิเฉยหรือละทิ้งคือ การสร้างความรัก และความอบอุ่นให้แก่ภรรยาอยู่ตลอดเวลา ประโยคที่ระบุว่าตลอดเวลาหมายถึง ทุกครั้งที่มีโอกาส หรือบรรยากาศเอื้ออำนวนก็ให้สามีสร้างความรัก หรือความอบอุ่นขึ้นมาในบัดดลนั้น
ดังเช่นตัวอย่างของท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. ที่สร้างความรักความอบอุ่นให้แก่ภรรยาของท่านทุกครั้งที่โอกาสเปิดให้กระทำ ครั้งหนึ่งท่านหญิงอาอิชะฮฺ (รอดิยั้ลลอฮูอันฮุ) เล่าให้ฟังว่า “ปรากฎว่าฉันดื่ม (เครื่องดื่ม) ในสภาพที่ฉันมีรอบเดือน (ดื่มเสร็จ) ฉันก็ยื่น (ภาชนะเครื่องดื่ม) ให้แก่ท่านนบีมุหัมมัด ซล. (เมื่อท่านรับภาชนะนั้น) ท่านนบี ซล. ก็วาง (ริมฝี) ปากของท่านตำแหน่งเดียวที่ (ฉันใช้) ปากของฉันดื่ม (ตรงบริเวณภาชนะนั้น)
หะดีษข้างต้นชี้ถึงการใช้ชีวิตคู่ของท่านนบีมุหัมมัด ซล. ได้เป็นอย่างนี้ ทุกครั้งที่มีโอกาส ท่านจะไม่หล่อยให้โอกาสอันมีค่าหลุดลอยไป ตรองดูเถิดว่า ท่านนบีมุหัมมัด ซล. กระตุ้นความรักฉันสามีภรรยาในทุกโอกาส แม้ว่าในขณะที่อยู่ในสภาพที่รับประทานอาหาร หรือขณะดื่มใครจะคิดว่า บนโต๊ะอาหารสามารถสื่อความรู้สึกให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ถึงความรักที่ไม่มีวันจางหาย กล่าวคือ สามีดื่มภาชนะตำแหน่งเดียวกับที่ภรรยาดื่ม  ภรรยาจะรู้สึกอย่างไร? ความรู้สึกหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือสามีไม่รังเกียจรอยปากของภรรยา ประการต่อมา สามีต้องการแสดงให้เห็นว่า การแสดงความรักในระหว่างสามีภรรยาไม่จำเป็นจะต้องแสดงออกเฉพาะการสัมผัสตามร่างกายเท่านั้น แต่สามารถแสดงออกในรูปแบบอื่นได้เหมือนกัน
อีกตัวอย่างหนึ่งท่านหญิงมัยมูนะฮฺเล่าให้ฟังว่า “ครั้งหนึ่งท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. มาหาภรรยาของท่านคนหนึ่งในหมู่พวกเราซึ่งขณะนั้นนางมีรอบเดือน และแล้วท่านนบี ซล. ก็ใช้ศีรษะนอนหนุนตักของนาง จากนั้นท่านนบี ซล. ก็อ่านอัลกุรฺอาน (ขณะนอนหนุนตัก) ทั้งๆ ที่นางรอบเดือน”
หะดีษข้างต้นระบุว่า ท่านนบีมุหัมมัด ซล. นอนหนุนตักภรรยาบางคนของท่านแล้วอ่านอัลกุรฺอาน หากหลับตานึกถึงคู่สามีภรรยาในปัจจุบัน มีสักกี่คู่ที่จะกระทำเช่นนั้น อาจจะมีอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าก็คงมีจำนวนน้อยมาก อย่างไรก็ตามคู่สามีภรรยาที่เป็นมุสลิมจำเป็นจะต้องแสดงนำแบบฉบับของท่านนบี ซล. ไปใช้ในชีวิตคู่ของตนให้ได้ เพราะนั่นคือการกระตุ้นความรักความอบอุ่นให้แก่คู่ครองของตนได้เป็นอย่างดี ซึ่ง วิธีหนึ่งที่สามีจะแสดงความรักให้แก่ภรรยาของตนเองคือ การสัมผัส การนอนหนุนตักแล้วพูดคุยกับภรรยา หรือ นอนอ่านอัลกุรฺอานให้ภรรยาฟัง ฉะนั้น ทุกครั้งที่มีโอกาส อย่าปล่อยให้หลุดลอยไปโดยมิได้แสดงความรักกับภรรยาของตน

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

"สามีมืออาชีพ" ต้องนึกถึงภรรยาเมื่อถูกเย้ายวน

ปัจจุบันนี้คงไม่ต้องพูดถึงความตกต่ำทางศีลธรรมหรอก เพราะในทุกหย่อมหญ้าของสัมคมปัจจุบันเต็มไปด้วยการกระตุ้นในทางเพศเสียส่วนใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่หนังสือพิมพ์ที่ให้ข่าวสารสังคมก็ยังมีเรื่องเพศแอบแฝงอยู่ นัยยะต้องต้องการเป็นจุดขายเพื่อจำหน่ายหนังสือพิมพ์ได้จำนวนมาก แต่ยาพิษทางเพศก็กล่อมเกลาจิตสำนึกของผู้บริโภคอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ใช่แต่เท่านั้น การแต่งกายของสตรีในยุคปัจจุบันก็ดึงดูดเพศตรงข้ามชนิดที่เรียกว่า หากไม่มีกฎเหล็กอย่างการทำชินา ผู้เขียนเชื่อว่า มุสลิมคงสำส่อนทางเพศชนิดหัวราน้ำเลยทีเดียว ประเด็นนี้แหละต้องการจะพิสูจน์เหล่าบรรดาสามี (มืออาชีพ) ว่าจะยืนหยัดอยู่บนหลักการแห่งศรัทธามากน้อยเพียงใด
ท่านญาบิรฺเล่าให้ฟังว่า “ครั้งหนึ่ง ท่านรสูลุลลอฮฺ ซบ. เห็นสตรีท่านหนึ่ง จากนั้นท่านรสูล ซบ. ก็กลับมาหาภรรยาของท่านคือ ท่านหญิงซัยนับ ซึ่งขณะนั้นนางกำลังถูแผ่นหนังที่ถูกฟอกอยู่ แล้วท่านรสูลก็ร่วมธุระกับนาง (หมายถึงร่วมหลับนอนกัน) ภายหลังจากนั้นท่านรสูล ซล. ก็ออกมาหาเหล่ามิตรร่วมศรัทธา (เศาะหาบะฮฺ) ของท่าน พลางกล่าว อันที่จริงด้านหน้าของสตรีนั้นอยู่ในรูปของชัยฏอน และด้านหลัง (ของนาง) ก็อยู่ในรูปของชัยฏอน ดังนั้นเมื่อบุคคลหนึ่งในหมู่พวกท่านมองสตรีคนหนึ่ง เช่นนี้เขาจงกลับ (บ้าน) เพื่อไปร่วมหลับนอนกับภรรยาของเขา แท้จริง การร่วมหลับนอนนั้นจะทำให้อารมณ์ (ทางเพศ) ของเขา (ที่ถูกกระตุ้นจากสตรีที่พบเห็น) กลับสู่สภาพเดิม”
จริยธรรมข้างต้นถือว่าทำลายค่านิยมของสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ผู้ชายบางคนแพ้อารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองจนต้องไปมีชู้, มีกิ๊ก, หรือทำชินากับหญิงอื่น โดยไม่ยอมแต่งงาน, อิสลามเน้นหนักในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมสอนให้เหล่าสตรีพยายามสร้างความประทับใจ และดึงดูดเพศตรงข้าม ทว่าทั้งหลายทั้งปวงย่อมเป็นบทพิสูจน์สำหรับชายชาตรีทุกคนที่จะยับยั้งตนเองได้มากน้อยเพียงใดต่างหาก แต่สำหรับสามี (มืออาชีพ) มีคำตอบอยู่เสมอ กล่าวคือ เมื่อสามีอยู่นอกบ้านโดยต้องเผชิญหน้ากับสตรีที่ทั้งความสวย, ทั้งเก่ง, ทั้งดุเซ็กซี่ เหล่านี้อาจจะทำให้สามีผู้นั้นละเมิดประเวณีก็เป็นได้ ใช่แต่เท่านั้น ศาสนาสอนให้สามีผู้นั้นเดินทางกลับบ้านเพื่อหาภรรยา และร่วมหลับนอนกับภรรยา ไม่ว่าภรรยาจะอยู่ในระหว่างทำภารกิจใด การตอบสนองของภรรยาก็ทำให้สามีรู้สึกได้ทันทีว่า แม้ว่าตนเองจะพึงพอใจหญิงอื่น แต่ด้วยพลังแห่งความศรัทธานั้น เขากลับมาหาภรรยาซึ่งเป็นผู้หญิงเช่นเดียวกับสตรีที่ตนเองพอใจอยู่นอกบ้าน และด้วยเหตุนี้สามี (มืออาชีพ) ทุกคนจักต้องฝึกปรือสิ่งเหล่านี้ไว้เสมอ หากมีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น สามีผู้นั้นจะได้รับมือได้อย่างสบายอกสบายใจภไว้เสมอ หากมีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น สามีผู้นั้นจะได้รับมือได้อย่างสบายอกสบายใจภายใต้สโลแกนที่ว่า “หากประทับใจสาวใดก็ให้รีบกลับบ้านไปหาภรรยาของตนเองจะดีกว่าเยอะเลย” หรือ “หากถูกสาวใดยั่วยวนก็ให้นึกถึงภรรยาของตนเองเอาไว้เถิด แล้วทุกอย่างจะดีเอง”

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

"สามีมืออาชีพ" ต้องไม่เปิดโปงสิ่งไม่ดีของภรรยา

เรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งแต่บรรดาสามีหลายต่อหลายท่านมองข้ามไปอย่างไม่น่าให้อภัย สังเกตดูเถิด หากสิ่งใดที่ผู้คนส่วนใหญ่มองข้าม หรือไม่ให้ความสำคัญ สิ่งนั้นมักจะเป็นสิ่งสำคัญ แม้บางครั้งไม่ถึงกับสำคัญในลำดับต้นๆ แต่ก็อาจทำให้สามีภรรยาบางคู่ต้องเลิกกันเพราะสาเหตุเล็กๆ ซึ่งมีให้เห็นอยู่อย่างดาษดื่นมิใช่หรือ? อิสลามคือศาสนาแห่งความละเอียดอ่อนจริงๆ แม้แต่เรื่องเล็กๆ ที่ส่งผลต่อความหายนะในอนาคต อิสลามก็ยังระบุเอาไว้ เพื่อเตือนอนุสติให้ออกห่างจากสิ่งนั้นในที่สุด, เรื่องเล็กๆ ที่สามีจะมองข้ามไม่ได้เลย คือ สามีต้องไม่เปิดโปงสิ่งไม่ดีของภรรยา ท่านรสูลุลลอฮฺ ซบ. กล่าวไว้ว่า  “และบุคคลใดที่ปกปิด (ความลับ) ของมุสลิมคนหนึ่ง (ขณะที่อยู่) ในโลกดุนยา แน่นอนยิ่งพระองค์อัลลอฮฺจะทรงปกปิดความลับของเขา (ขณะที่อยู่) ในโลกดุนยา และ (ขณะที่พำนัก) ในโลกอาคิเราะฮฺ”
แม้ว่าหะดีษข้างต้นจะใช้สำนวนที่ไม่เจาะจงแต่นั่นไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นอยู่ที่การปกปิดความลับของภรรยาซึ่งเป็นอาภรณ์แห่งชีวิตคู่ของสามี จะต้องเป็นบุคคลที่พิเศษมากกว่าบุคคลอื่น เพราะอะไร? ก็เนื่องจากว่า ท่านนบีมุหัมมัด ซล. กำชับให้มุสลิมปกปิดสิ่งที่มุสลิมอีกคนหนึ่งไม่ประสงค์จะเปิดเผย แต่เรากลับไปรู้ความลับส่วนตัวของเขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ส่งผลเสียหายให้แก่บุคคลอื่นหรือสังคม อาทิเช่น มุสลิมคนหนึ่งเขาไม่ต้องการให้บุคคลอื่นรู้ว่าเขามีแผลเป็นขนาดใหญ่ที่บริเวณหลังของเขา, เขาเป็นคนที่นอนกรนเสียงดัง, เขาเป็นคนผายลมเสียงดัง ทำนองนี้เป็นต้น ส่วนกรณีที่เรารู้ว่า มุสลิมคนหนึ่งจำหน่ายยาบ้า เช่นนี้จะปกปิดความลับของเขาไม่ได้ เพราะส่งผลเสียหายต่อผู้คนและสังคม ส่วนนัยยะที่ปกปิดความลับของพี่น้องมุสลิมด้วยกัน คือ การปกปิดความลับที่เป็นส่วนตัว
ดังนั้น กรณีสามียิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะต้องยิ่งปกปิดความลับของภรรยามากกว่าบุคคลอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งคงไม่มีบุคคลใดใกล้ชิดกับภรรยามากไปกว่าสามีของนางเป็นแน่ เช่นนั้น สามีจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกียรติของภรรยาถูกทำลาย หรือถูกดูหมิ่น ตัวอย่างเช่น ความลับของภรรยาคือ ขณะนอนหลับนางจะนอนกรนเสียงดัง, นางผายลมเสียงดัง, เวลานางโมโหนางจะฉีกเสื้อผ้าของตนเอง ทำนองนี้เป็นต้น น่าเสียดายว่าสามีบางคนไม่เข้าใจหลักการของศาสนา ก็มักจะชอบเล่าเรื่องน่ารังเกียจ หรือเรื่องลับๆ ของภรรยาให้แก่บุคคลอื่นได้รับทราบ บางครั้งนั่งร้านน้ำชา ก็นำเรื่องของภรรยาไปคุยในวงน้ำชาอย่างสนุกสนานในระหว่างเพื่อนฝูง ซึ่งถือว่าเป็นสามีมือใหม่อยู่ นั่นหมายถึง ยังไม่เข้าใจถึงหน้าที่ หรืออะมานะฮฺของสามีตามนัยยะแห่งบทบัญญัติอิสลามนั่นเอง

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

"สามีมืออาชีพ" ต้องจ่ายนะฟะเกาะฮฺให้แกภรรยา

นะฟะเกาะฮฺ (อ่านว่า นะ-ฟะ-เก๊าะฮฺ) หมายถึง ค่าเลี้ยงดูและปัจจัยยังชีพต่างๆ ที่สามีจำเป็น (วาญิบ) จะต้องจ่ายให้แก่ภรรยาดังที่อัลลอฮฺ ซบ. ตรัสไว้ว่า “บรรดาบุรุษนั้น คือผู้ทำหน้าที่ปกครองเลี้ยงดูบรรดาสตรี” อีกอายะฮฺหนึ่งก็ระบุไว้ว่า “และหน้าที่ของพ่อเด็กนั้นคือการให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกนาง และเครื่องนุ่งห่มของพวกนางโดยชอบธรรม” โปรดพิจารณาดูเถิด พระองค์อัลลอฮฺ ซบ. ทรงตรัสไว้อย่างชัดเจนว่าด้วยการจ่ายนะฟะเกาะฮฺของสามี ย่อมชี้ชัดว่านั่นเป็นข้อบังคับสำหรับสามีที่จำเป็นจะต้องจ่ายให้แก่ภรรยาของเขา ส่วนการจ่ายนะฟะเกาะฮฺจะจ่ายแบบใด? จ่ายเท่าใด? นั่นสามีจะต้องตกลงกับภรรยาของเขาเอง อาทิเช่น อาจจะจ่ายเป็นรายวัน หรือ รายสัปดาห์ หรือรายเดือน ดังที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. เคยกล่าวไว้ว่า “บรรดามุสลิมนั้น (ขึ้น) อยู่ที่เงื่อนไข (การตกลง) ในระหว่างพวกเขา”
ใช่แต่เท่านั้น หากการจ่ายนะฟะเกาะฮฺของสามีบกพร่องหรือตั้งใจไม่ยอมจ่ายนะฟะเกาะฮฺให้แก่ภรรยาของเขา สามีผู้นั้นจะต้องรับโทษจากพระองค์อัลลอฮฺ ซบ. ในวันกิยามะฮฺอีกด้วย
ท่านรสูลุลลอฮฺ ซบ. กล่าวไว้ว่า “ทุกๆ คนมีหน้าที่รับผิดชอบและทุกๆ คนจะถูกสอบสวนจากความรับผิดชอบของเขา, ผู้นำมีหน้าที่รับผิดชอบ โดย (เขาจะ) ถูกสอบสวนในสิ่งที่เขารับผิดชอบ, ผู้ชาย (หมายถึงสามี) มีหน้าที่รับผิดชอบ โดย (เขาจะ) ถูกสอบสวนในสิ่งที่เขารับผิดชอบนั้นด้วย” ด้วยหลักฐานข้างต้นบรรดาสามีจะปฏิเสธไม่ยอมจ่ายนะฟะเกาะฮฺให้แก่ภรรยาของพวกเขาคงไม่ได้ เพราะการจ่ายนะฟะเกาะฮฺเป็นข้อบังคับ (วาญิบ) ของสามีทุกคนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนนะฟะเกาะฮฺจะมากจะน้อยนั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
อนึ่ง พื้นฐานต่ำที่สุดในการจ่ายนะฟะเกาะฮฺให้แก่ภรรยา คือ ตามอัตภาพของสามี กล่าวคือ สามีรับประทานอาหารอย่างไรก็ต้องให้ภรรยารับประทานอาหารเยี่ยงนั้นด้วย สามีสวมใส่เสื้อผ้าสภาพใด ก็ต้องให้ภรรยาของเขาสวมใส่เสื้อผ้าในสภาพหรือคุณภาพแบบนั้นด้วย เรียกว่าจ่ายนะฟะเกาะฮฺตามฐานะ หรือตามสถานภาพของสามีนั่นเอง ดังที่อัลลอฮฺ ซบ. ตรัสไว้ว่า “ควรให้ผู้มีฐานะร่ำรวยจ่ายตามฐานะของเขา ส่วนผู้ที่การยังชีพของเขาเป็นที่คับแค้นแก่เขา ก็ให้เขาจ่ายตามที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เขาเถิด”
มีบุคคลหนึ่งไต่ถามท่านรสูลุลลอฮฺ ซบ. ว่า “โอ้ท่านรสูลของอัลลอฮฺอะไรคือสิทธิของภรรยา (ที่จะได้รับจาก) บุคคลหนึ่งในหมู่พวกเรา? ท่านรสูลุลลอฮฺ ซบ. กล่าวตอบว่า ท่านจงให้อาหารแก่นาง (คือภรรยา), (เช่นเดียวกับอาหาร) ที่ท่านรับประทาน และท่านจงให้เครื่องนุ่งห่มแก่นาง (เฉกเช่นเครื่องนุ่งห่ม) ที่ท่านสวมใส่”
โปรดอย่าหลงลืมโดยเด็ดขาด นะฟะเกาะฮฺทุกบาททุกสตางค์ที่สามีจ่ายให้แก่ภรรยาล้วนเป็นอะมานะฮฺที่ถูกกำหนดจากพระองค์อัลลอฮฺ ซบ. ฉะนั้นบรรดาสามีทุกคนต่างภูมิใจเถิดว่า การตอบสนองคำสั่งของพระองค์อัลลอฮฺ ซบ. ด้วยความศรัทธามั่น บ่งชี้ให้รู้ว่าบุคคลผู้นั้นมีความศรัทธาอันแรงกล้า ใช่แต่เท่านั้น การจ่ายนะฟะเกาะฮฺยังถูกระบุว่าเป็นกิจการงานประเสริฐ (อัฟฎ็อล) อีกต่างหาก ดังที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ซบ. เคยกล่าวไว้ว่า “สตางค์ที่ประเสริฐที่สุดคือ สตางค์ที่สามีใช้จ่ายในครอบครัวของเขา (นั่นเอง)”
อีกหะดีษบทหนึ่งท่านรสูลุลลอฮฺ ซบ. กล่าวไว้ว่า “การจ่ายนะฟะเกาะฮฺของสามีให้แก่ครอบครัวของเขานั้น ถือเป็นเศาะดะเกาะฮฺ”

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com

"สามีมืออาชีพ" ต้องอยู่ร่วมกับภรรยาด้วยดี

พระองค์อัลลอฮฺ ซบ. ทรงตรัสไว้ว่า “และสูเจ้าจงอยู่ร่วมกับพวกนาง (หมายถึงภรรยา) ด้วยดี”
อายะฮฺอัลกุรฺอานข้างต้นชี้ชัดว่า สามีที่มีความศรัทธาอันมั่นคงจะต้องอยู่ร่วมกับภรรยาบนพื้นฐานแห่งคุณธรรมความดีเท่านั้น ที่ว่าความดี คือดีอย่างที่ศาสนาระบุว่าดี ทีนี้จะรู้ว่าได้อย่างไรว่า อะไรคือความงามระหว่างสามีภรรยา? สามี (มืออาชีพ) จำเป็นจะต้องศึกษาอิสลามก่อนการแต่งงาน หรือแม้กระทั่งแต่งงานแล้วก็ตาม กล่าวคือจะต้องศึกษาหน้าที่ในฐานะสามี จะต้องกระทำความดีต่อภรรยาอย่างไรบ้าง? โปรดอย่าลืมว่าทุกๆ หน้าที่นั้นจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ หน้าที่สามีก็จะต้องถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺเช่นกัน ดังนั้น สามี (มืออาชีพ) จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตนเองจะต้องสนใจศึกษาหลักการของศาสนา จะต้องแสดงพฤติกรรมขณะอยู่ร่วมกับภรรยา ด้วยคุณธรรมความดีเท่านั้น ท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. กล่าวไว้ว่า “ดียิ่งในหมู่พวกท่าน, ดียิ่งในหมู่พวกท่าน คือ (บุคคลที่ทำความดี) ต่อครอบครัวของเขา”
ตัวอย่างหนึ่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. ระบุให้เห็นชัดว่าสามีจะต้องแสดงพฤติกรรมต่อภรรยาด้วยความสุภาพอ่อนโยน โดยหลีกเลี่ยงการแสดงความรุนแรง หรือแสดงอากัปกิริยาอันหยาบคาย ท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. กล่าวว่า “บุคคลหนึ่งในหมู่พวกท่านจงอย่าเฆี่ยนตีภรรยาของเขา เฉกเช่นการเฆี่ยนตีทาส ภายหลังต่อมาเขาก็ร่วมหลับนอนกับนางในช่วงเย็น (ของวันนั้น)” จักเห็นได้ว่า อิสลามกำชับอย่างหนักแน่นให้หลีกเลี่ยงการให้ความรุนแรง หรือการใช้กำลังกับภรรยาของตนเองโดยเด็ดขาด การใช้ชีวิตคู่ระหว่างสามีภรรยาจะต้องใช้ความอ่อนโยนหรือการเอื้ออาทรเข้าหากัน ด้วยความอ่อนโยนของสามีนี่แหละคือเสน่ห์ของสามี คงไม่มีภรรยาคนใดชอบให้สามีของตนเองซ้อมเช้าซ้อมเย็นหรอก หากมี ภรรยาผู้นั้นก็คงเป็นโรคจิต หรือโรคชอบความรุนแรงมากกว่า ด้วยเหตุผลข้างต้น สามีมืออาชีพทุกคนจะต้องน้อมรับแนวทางแห่งความอ่อนโยนต่อภรรยาของตนโดยดุษฎีอย่างไม่มีเงื่อนไข
อีกสักตัวอย่างหนึ่งคงจะเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ครั้งหนึ่งมีบุคคลหนึ่งไต่ถามท่านรสูลุลลอฮฺ ซล. เกี่ยวกับสิทธิของสามีที่ต่อภรรยาว่ามีสิ่งใดบ้าง? ท่านรสูล ซล. ก็ตอบว่า “ท่าน(คือสามี) จงให้อาหารแก่นาง(คือภรรยา) (เช่นเดียวกับ) ที่ท่านรับประทาน, ท่านจงให้เครื่องนุ่งห่มแก่นาง (เฉกเช่นเครื่องนุ่งห่ม) ที่ท่านสวมใส่และท่านอย่าตบให้หน้า(ภรรยา), ท่านจงอย่าถ่อยสถุล(ต่อภรรยา) และท่านจงอย่าหลบหนี(ภรรยาไปพำนักที่อื่น) ยกเว้นในบ้านเท่านั้น”
ศาสนาอิสลามเล็งเห็นถึงความสำคัญของสามีที่จะต้องมอบสิทธิให้แก่ภรรยาค่อนข้างเด่นชัดที่สุด โดยไม่ปล่อยให้สามีที่มิใช่มืออาชีพคิดว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องที่ไม่ต้องให้ความสนใจ ในทางกลับกัน ศาสนาให้ความสนใจทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ กล่าวคือสามีจะต้องแสดงความรัก ความอ่อนโยนต่อภรรยาไม่แสดงอาการหยาบคาย, กักขฬะ หรือแม้แต่การแสดงในเชิงดูหมิ่นศักดิ์ศรีภรรยาก็ไม่ได้เช่นกัน ด้วยเหตุนั้น ศาสนาจึงไม่อนุญาตให้สามีตบใบหน้าภรรยา (หรือทำร้ายร่างกายจนกระทั่งเลือดตกยางออก) โปรดตรองดูเถิด ใบหน้าของภรรยาที่ถูกทำร้ายจากสามีนางย่อมมีรอบฟอกช้ำ ครั้นนางเดินไปไหนมาไหนก็ต้องถูกชาวบ้านนินทาหรือวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่งการเสื่อมเสียเกียรติของภรรยา (รวมถึงตัวของสามีด้วยเช่นกัน) หรือแม้กระทั่งการแสดงอากัปกิริยาอันถ่อยสถุล หรือกักขฬะต่อหน้าภรรยาก็ไม่อนุญาตเช่นกัน อาทิเช่น สามีถ่อมน้ำลายต่อหน้าภรรยาขณะที่ไม่พอใจนาง หรือการใช้วาจาที่หยาบคาย หรือวาจาผรุสวาท เป็นต้น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสามีทะเลาะกับภรรยาถึงขั้นสามีโมโหอย่างสุดขีด ศาสนาก็ยังไม่อนุญาตให้สามีออกไปหลับนอนนอกบ้าน หรือปล่อยภรรยาให้อยู่บ้านตามลำพัง เพราะความหวาดกลัว และความเศร้าโศกเสียใจจะเข้ามาครอบงำภรรยาทันที ซึ่งการปล่อยให้สิ่งข้างต้นประสบกับภรรยาศาสนายังไม่อนุญาตให้สามีกระทำ เมื่อเป็นเช่นนั้น สามี (มืออาชีพ) ทุกคนจะต้องจดจำให้แม่นยำว่า ต้องอ่อนโยนกับภรรยาของตนและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมใดๆ ที่ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อจิตใจของภรรยาไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรง, แสดงอาการหยาบคายต่อหน้าของภรรยา จำเป็นจะต้องขจัดให้หมดไปจากนิสัยของสามีมืออาชีพให้จงได้ และถ้ายังมีอยู่ในตัวตนของสามีทั้งหลาย ก็ต้องรีบขจัดออกไปโดยเร็วที่สุด

ขอบคุณเนื้อหา อาจารย์มุรีด ทิมะเสน
Present by Muslim Hot Report

http://muslimhotreport.blogspot.com